
ดิจิตอลมาร์เก็ตติง เครื่องมือพิชิตยอดขายปลายปี
โซเชียล เน็ตเวิร์ก ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดชิ้นใหม่สำหรับนักการตลาด ที่จะหยิบมาใช้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และเพิ่มยอดขาย....
โซเชียล เน็ตเวิร์ก ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดชิ้นใหม่สำหรับนักการตลาด ที่จะหยิบมาใช้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และเพิ่มยอดขาย....
โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
ความเคลื่อนไหวของการตลาดออนไลน์ในครึ่งปีที่ผ่านมา ถือว่ามีนัยสำคัญสำหรับนักการตลาดมาก ส่วนหนึ่งเพราะการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากกว่า 22 ล้านคน และในจำนวนนี้มีกว่า 8 ล้านคนที่ใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่รู้จักกันดี เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ
เท่ากับว่า โซเชียล เน็ตเวิร์ก ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดชิ้นใหม่สำหรับนักการตลาด ที่จะหยิบมาใช้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และเพิ่มยอดขาย
น.ส.อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย หนึ่งในอินเตอร์แอกทีฟเอเยนซีของไทย บอกว่า แนวโน้มที่นักการตลาดจะใช้กลยุทธ์ดิจิตอล มาร์เก็ตติง|มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถสร้างสีสันของแคมเปญในรูปแบบใหม่ๆ ได้มากขึ้น ยิ่งโซเชียล เน็ตเวิร์ก มีส่วนเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้มาก เช่น คนรุ่นใหม่ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าดูโทรทัศน์ โอกาสในการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น
“จำนวนผู้เข้าใช้เฟซบุ๊กมีประมาณ 1.8 ล้านคนต่อวัน ยูทูบ 1.15 ล้านคนต่อวัน และทวิตเตอร์ประมาณ 9 หมื่นคนต่อวัน ทำให้นักการตลาดหันมามองช่องทางนี้มากขึ้น และคาดว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณ 2-5% หรือมากกว่า 1,800 ล้านบาท จากงบการตลาดรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท มาใช้ในช่องทางออนไลน์ จากเดิมเมื่อปีที่ผ่านมามีไม่ถึง 1% และจากแนวโน้มมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มสัดส่วนงบเป็น 15% ในปีหน้า ขณะที่ในต่างประเทศ เช่น อเมริกาหรือยุโรป มีการใช้งบเพื่อการตลาดออนไลน์ไปถึง 50% แล้ว”
ทั้งนี้ แนวโน้มการใช้ดิจิตอล มาร์เก็ตติงจะดุเดือดมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพราะถือเป็นโค้งสำคัญในการเพิ่มยอดขายสำหรับทุกบริษัท ยิ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคถือเป็นช่วงเวลาในการจัดแคมเปญมากระตุ้นการซื้อ
สำหรับเครื่องมือสำคัญๆ ของดิจิตอล มาร์เก็ตติง สามารถแบ่งได้ 4 ส่วน โดยส่วนแรกคือ การใช้กระแสความแรงของโซเชียล เน็ตเวิร์ก อย่างในสหรัฐอเมริกากว่า 67% ของบริษัทต่างๆ ได้เพิ่มงบการตลาดในโซเชียล เน็ตเวิร์ก และมี 81% ยืนยันว่าจะเพิ่มงบประมาณในปีหน้า ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่เฟซบุ๊กในประเทศไทยมีผู้ใช้ประมาณ 5 ล้านคน จากเมื่อปลายปีมีผู้ใช้แค่ 2 ล้านคน และมีผู้เข้าใช้ต่อวัน 1.8 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนโสด อายุ 18-34 ปี ข้อมูลจุดนี้เป็นที่สนใจของนักการตลาด และตัดสินใจใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งแบรนด์ที่ใช้การตลาดแบบนี้ เช่น สตาร์บัคส์ โคคา-โคลา
ส่วนต่อมาของเครื่องมือการตลาดดิจิตอล คือ กลยุทธ์ อี-มาร์เก็ตติง เป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์สินค้า สร้างการจดจำและความรู้สึกในทางที่ดี อย่างกรณีศึกษาของธอมัสไอเดียในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา มีการจัดแคมเปญออนไลน์ เกมการแข่งขันฟุตบอล นีเวีย ฟอร์เมน เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล สร้างความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี ซึ่งในไทยมีผู้เข้ามาร่วมแคมเปญกว่า 5 หมื่นคน และเฉลี่ยใช้เวลาเล่นเกม 40 นาที
ส่วนเครื่องมือที่สำคัญอีกชิ้นคือ การ บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าบนอินเทอร์เน็ต ถ้านักการตลาดมีการลงทุนดิจิตอล มาร์เก็ตติง จะได้เปรียบในข้อมูลที่ได้มาจากการอินเตอร์แอกทีฟ เพราะข้อมูลที่ได้มานี้ถือเป็นข้อมูลจากลูกค้าคุณภาพที่สนใจในตัวสินค้าอย่างแท้จริง จะช่วยในการบริหารความสัมพันธ์ในระยะยาวได้ดี
“สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือ คนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 25 ปี พร้อมจะให้ข้อมูลที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อรับตัวอย่างสินค้า ของสมนาคุณหรือข้อมูลในสินค้าที่เขาอาจจะสนใจ ต่างกับลูกค้าอายุมากกว่า 34 ปี ที่อาจจะไม่เปิดเผยข้อมูลมากนัก แต่ต้องการเข้าถึงข้อมูลสินค้ามากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นลูกค้าที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อ เหล่านี้ทำให้การรวบรวมข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีโอกาสบริหารความสัมพันธ์ในระยะยาวได้ดีขึ้นด้วย” น.ส.อุไรพร กล่าว
ส่วนสุดท้ายคือ การผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ไอโฟน และไอแพด ที่ปัจจุบันมีแอพพลิเคชันรองรับกว่า 3 แสนแอพพลิเคชันทั่วโลก ถ้าสามารถพัฒนาแอพพลิเคชันให้รองรับอุปกรณ์พกพาเหล่านี้ได้ การตลาดก็จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ยังไม่นับระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่น แอนดรอยด์ อีกเทคโนโลยีหนึ่ง เช่น โฟร์สแควร์ ซึ่งบริการตรวจสอบสถานที่ และจุดสังเกตใกล้เคียง ซึ่งทำงานบนอุปกรณ์พกพา โดยเฉพาะสมาร์ตโฟน ทำให้นักการตลาดสามารถเสนอแคมเปญพิเศษไปยังอุปกรณ์พกพาได้ทันทีเมื่อผู้บริโภคเข้าไปในรัศมีของสินค้านั้นๆ ถ้าโดนใจก็สร้างยอดขายได้ทันที
ธอมัสไอเดีย คาดว่าการทำตลาดแบบออนไลน์ในปีนี้จะเติบโตขึ้น 20% และคาดว่าจะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ







