
กองทุนรวม ร่วมด้วยรวยพร้อมกัน (2)
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
มาค่ะ มาลงเรือกองทุนรวมแล่นไปสู่เป้าหมายทางการเงินกันต่อ...
สัปดาห์ที่แล้วทิ้งกันไว้กลางทางตรงที่ประเภทกองทุนรวม ที่แบ่งด้วย “นโยบายการลงทุน” โดยกองทุน 8 ประเภทแรกที่ทำความรู้จักกันไปแล้ว คือ
1.กองทุนหุ้น
2.กองทุนตราสารหนี้
3.กองทุนตลาดเงิน
4.กองทุนผสม
5.กองทุนรวมหน่วยลงทุน
6.กองทุน FIF
7.กองทุน RMF
8.กองทุน LTF
จริงๆ แล้วกองทุนรวมทั้ง 8 ประเภทนี้ น่าจะคุ้นชื่อ คุ้นหน้า คุ้นตากันอยู่บ้างแล้ว โดยเฉพาะคู่หูกองทุนประหยัดภาษี ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่จะโด่งดังโดดเด่นเป็นพิเศษในช่วงส่งท้ายปลายปี
แม้จะโด่งดังแต่หลายคนก็ยังสลับสับสนกับชื่อเรียกของสองกองทุน ก็เลยมีคนตั้งชื่อเล่นให้สองกองทุนนี้ เพื่อให้จำกันง่ายๆ ว่า กองทุน L/R
L คือ Long Term
R คือ Retirement
ทีนี้ก็มาถึงประเภทกองทุนที่อาจจะไม่ได้ยินชื่อกันบ่อยๆ หรือ อาจจะเป็นกองทุนที่เข้าใจยากขึ้นมาอีกนิด แต่รับรองว่า ไม่ยากเกิน
9.กองทุนดัชนี
ถ้าเรียก กองทุนดัชนี อาจจะไม่คุ้นหูเท่าไร เพราะส่วนใหญ่มักจะเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า อินเด็กซ์ฟันด์ (Index Fund) เพราะกองทุนประเภทนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่า จะต้องทำให้ได้ผลตอบแทนตามดัชนี หรือลงทุนเลียนแบบดัชนี
ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงง...
เพื่อลดความมึนงงลงมาบ้าง ลองคิดถึงดัชนีหุ้นไทยที่รู้จักและได้ยินกันบ่อยๆ คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตัวย่อคือ SET หรือ SET index
บางวัน SET index ก็ขึ้น บางวัน SET index ก็ลง และถ้าเป็นกองทุนดัชนีที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนตาม SET index ก็จะขึ้นๆ ลงๆ ตามดัชนี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า จะเป็นการลงทุนเลียนแบบดัชนี แต่ไม่จำเป็นต้องลงทุนหุ้น หรือหลักทรัพย์ทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีนั้นก็ได้ เช่น ตอนนี้ในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นอยู่ประมาณ 700 ตัว แต่กองทุนดัชนี SET ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนหุ้นทั้ง 700 ตัวก็ได้
10.กองทุน ETF
ถ้าเข้าใจกองทุนดัชนีแล้ว ก็จะเข้าใจ ETF หรือ Exchange Traded Fund ได้ไม่ยาก เพราะ ETF ก็มีรากฐานมาจากกองทุนดัชนีนั่นเอง
กองทุน ETF ก็จะลงทุนเลียนแบบดัชนี หรือมีเป้าหมายที่จะให้ผลตอบแทนเลียนแบบดัชนีอะไรสักอย่างเช่นเดียวกัน (โดยจะเป็นดัชนีหุ้น ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน หรืออะไรก็ได้ที่มีราคาอ้างอิง)
แต่สิ่งที่ทำให้ ETF แตกต่างไปจากกองทุนดัชนี คือ สภาพคล่อง เพราะ ETF จะจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรกันได้ตลอดทั้งวัน ไม่เหมือนกับกองทุนดัชนีที่ไม่ว่าจะซื้อเวลาไหนของวันก็จะได้ราคาเดียวกัน คือ ราคา ณ สิ้นวัน
11.กองทุนคุ้มครองเงินต้น
แค่เห็นชื่อก็เดาได้แล้วว่า ลงทุนไปแล้ว เงินต้นจะไม่หายไปไหน เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะวางแผนการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนได้รับเงินต้นคืน 100% เมื่อครบกำหนดการลงทุน และจะมีผลตอบแทนเป็นของแถม เช่น
กองทุนแบ่งเงิน 80-90% ไปลงทุนตราสารหนี้ (ส่วนใหญ่มักจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล) ที่มั่นใจว่าเมื่อครบกำหนดเวลาจะได้เงินต้นบวกกับผลตอบแทนแน่นอน และแบ่งอีก 10-20% ไปลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ ที่อาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่จะได้กำไร หรือขาดทุนก็ได้
แต่แม้จะขาดทุนก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะอย่างน้อยนักลงทุนยังได้เงินต้นคืน 100% จากเงินส่วนที่แบ่งไปลงพันธบัตรรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม กองทุนคุ้มครองเงินต้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เงินต้นคืนครบถ้วนตามที่ บลจ.บอกไว้ แต่จะมีกองทุนอีกประเภทหนึ่ง คือ กองทุนรวมมีประกัน ที่จะมีการรับประกันการจ่ายคืนเงินต้น รวมทั้งอาจจะประกันผลตอบแทนให้ด้วย แต่ไม่ได้เห็นกองทุนประเภทนี้นานมากแล้ว
12.กองทุนหมวดอุตสาหกรรม
กองทุนประเภทนี้จะเน้นลงทุนในหมวด หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ลงทุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว หรือลงทุนเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียว
ถ้ายังนึกภาพไม่ออกต้องคิดถึง กองทุนเฮลธ์แคร์ (ที่เคยทำกำไรอู้ฟู่มาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา) เป็นกองทุนที่ประกาศชัดเลยว่า อุตสาหกรรมอื่นไม่สนใจขอลงทุนเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเท่านั้น
13.กองทุนทองคำ
เป็นอีกกองทุนหุ้นที่เคยสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนไทย เพราะช่วงที่ราคาทองคำวิ่งแรงแซงการลงทุนทุกประเภท ก็มีกองทุนทองคำเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด บลจ.แทบทุกแห่งจะต้องมีกองทุนทองคำไว้ให้นักลงทุนเลือกลงทุน
จริงๆ แล้วกองทุนทองคำในประเทศไทยส่วนใหญ่ จะเรียกว่าเป็นกองทุนดัชนีก็ได้ เพราะเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการขึ้นลงของราคาทองคำ โดยมีทั้งออกไปลงทุนกองทุน SPDR Gold Trust (ซึ่งเป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลก) และลงทุนทองคำแท่งโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีทั้งกองทุนทองคำที่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวเหมือนราคาทองคำในประเทศ กับกองทุนทองคำที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ราคาก็จะเคลื่อนไหวเหมือนราคาทองคำต่างประเทศ
14.กองทุนน้ำมัน
เมื่อตอนที่ราคาน้ำมันแพงกระฉูดก็ทำให้เราได้รู้จักกับกองทุนประเภทใหม่ คือ กองทุนน้ำมัน ที่ออกจะซับซ้อนกว่ากองทุนรวมทั่วๆ ไปสักหน่อย เพราะกองทุนน้ำมันจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ ที่มีกำหนดส่งมอบกันในอีก 1 ปี ซึ่งเป็นคนละตัวกันกับราคาน้ำมันดิบที่เราเห็นกันในแต่ละวัน
เพราะฉะนั้น ในบางช่วงที่เราเห็นว่า ราคาน้ำมันขึ้น แต่มูลค่าหน่วยลงทุนอาจจะไม่ได้ขึ้นตาม แถมบางทีอาจจะขาดทุน เพราะมีต้นทุนการต่อสัญญาที่ครบกำหนด
15.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
ถ้าอยากลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ Property Fund ได้เลย เพราะกองทุนจะนำเงินลงทุนไปซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจจะเป็นอาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงงาน และโกดังสินค้า
พอกองทุนได้รายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ก็จะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน
16.REIT
ถ้าจะอธิบายกันแบบรวบรัดตัดความ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือรีท ก็คือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตามแบบสากลนั่นเอง
เพราะมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน มีรายได้จากค่าเช่าเหมือนกัน จ่ายผลตอบแทนเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนแบบเดียวกัน เพียงแต่จะมีรายละเอียดและรูปแบบในการจัดตั้งที่ต่างกันไปบ้าง เช่น รีทสามารถกู้เงินมาลงทุนได้มากกว่า ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น
17.กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา พลังงานทางเลือก สนามบิน โทรคมนาคม ระบบขนส่งมวลชนทางราง โดยกองทุนจะได้รายได้จากกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่ไปลงทุนและนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้นักลงทุน
เงินปันผลของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานพิเศษกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และรีทอยู่หน่อย ตรงที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผล 10% เป็นเวลา 10 ปีนับจากจัดตั้งกองทุน
18.เฮดจ์ฟันด์
แถมให้อีกกองทุน นั่นคือ เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) เพราะคาดว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเปิดให้จัดตั้งได้ภายในไตรมาสแรกปีนี้
แม้ว่าที่ผ่านมาเราอาจจะมองเฮดจ์ฟันด์ในฐานะผู้ร้ายที่คอยโจมตีค่าเงินประเทศนั้นประเทศนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่เฮดจ์ฟันด์เป็นเพียงชื่อเรียกแบบกว้างๆ รวมๆ ของกองทุนที่สามารถลงทุนได้หลากหลายไม่จำกัดประเภทสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน
เพราะฉะนั้น เฮดจ์ฟันด์จึงทำได้ทั้ง Short Sell ยืมเงินมาลงทุน หรือจะใช้เครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนมากแค่ไหนก็ได้ เพื่อทำให้ได้ผลตอบแทนตามที่กำหนดตั้งไว้ ไม่ว่าภาวะตลาดในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เรียกว่า ทำกำไรได้ทุกสถานการณ์ แล้วแบบนี้จะไม่น่าลงทุนได้อย่างไร แต่เพราะ “การลงทุนมีความเสี่ยง” โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความซับซ้อน ในช่วงแรกก็ต้องปล่อยให้นักลงทุนรายใหญ่ได้ทดลองลงทุนกันไปก่อน
และก็เพราะคำว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” เราจึงไม่สามารถลงทุนได้ทุกกองทุน แม้ว่ามันจะมีโอกาสให้กำไรดีแค่ไหนก็ตาม
ถ้าเรารับความเสี่ยงได้น้อย ก็ต้องเลือกลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงได้มากหน่อย ก็ลงทุนกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้อีกหน่อย โดย ก.ล.ต.จัดกองทุนตามระดับความเสี่ยงไว้ 8 ระดับ และถ้าอยากรู้ว่า เราจะเสี่ยงได้มากแค่ไหน สัปดาห์หน้ามาเจอกัน







