posttoday
ความท้าทายSME4.0

ความท้าทายSME4.0

10 มกราคม 2560

หลังจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลออกมากำชับเคลื่อนภาพรวมอุตสาหกรรมประเทศไทยให้ไปสู่ยุคใหม่นับตั้งแต่ปีก่อน

โดย...DJ [email protected]

หลังจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลออกมากำชับเคลื่อนภาพรวมอุตสาหกรรมประเทศไทยให้ไปสู่ยุคใหม่นับตั้งแต่ปีก่อน ที่กำลังเป็นกระแสหลักที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีบ้านเราต่างหันมามองด้วยความสนใจ ต่อความหมายของคำว่า “4.0” ด้วยหลายๆ โครงการรัฐที่พ่วงท้ายด้วย 4.0 ที่ออกมานั้นจะส่งผลเชิงบวกหรือเป็นประโยชน์ที่แท้จริงกับเจ้าของธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด   

ต่อเรื่องนี้ สมเกียรติ ผู้มีชัยวงศ์ ประธานชมรมคลัสเตอร์การค้าไทยและอาจารย์สอนวิชาการตลาด สะท้อนถึงรูปแบบการค้าขายของเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบันทั้งรุ่นดั้งเดิมละรุ่นใหม่ ที่จะต้องปรับตัวสู่การตลาด 4.0 เช่นกัน ด้วยอธิบายว่าในช่วงการตลาด 1.0 เป็นการขายแบบออฟไลน์ดั้งเดิม ถัดมาการตลาดยุค 2.0 เริ่มขยับมาขายสินค้าทางเว็บไซต์ และยากขึ้น ด้วยการตลาด 3.0 จะหันมาค้าขายผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือด้วยผู้บริโภคสามารถซื้อหาสมาร์ทโฟนได้ในราคาถูกลง

ขณะที่การตลาด 4.0 นี้จะเป็นการรวมทุกอย่าง ขายผ่านมือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่น ผ่านการใช้เทคนิค รีวิว โซเชียลมีเดียต่างๆ อย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ บล็อก เป็นต้น

โดยจุดสำคัญของการตลาดในยุคใหม่นี้ จะต้องผสมผสาน เซลล์ฟอร์ซ แมเนจเมนต์ ออฟไลน์ การบริหารจัดการด้านการขายกับสื่อออฟไลน์ ร่วมกับสื่อ (มีเดีย) ทุกประเภทเอาไว้ โดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ดีกับการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยจัดการ

ดังนั้น การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในปี 2560 นี้ น่ามีความกังวลว่ากำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ซึ่งหากไม่มีการปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมและตั้งรับแล้ว เชื่อได้เลยว่า คลื่นแห่งความหายนะ จะเข้ามากวาดล้างเจ้าของกิจการที่ยังทำการตลาดแบบยุคเดิมอย่างแน่นอน จากปัจจัยหลัก คู่แข่งที่มารอบด้าน ไม่จำกัดเฉพาะแต่ในไทยเพียงอย่างเดียว

แต่เป็นคู่แข่งจากการค้าไร้พรมแดน จากกระแสเทคโนโลยีที่เข้ามาประชิดธุรกิจการค้าแบบถึงตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พร้อมยกตัวอย่าง ในก่อนหน้านี้ ตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านจะให้การยอมรับสินค้าจากไทยว่ามีคุณภาพ ใครๆ ก็ชอบ ทำให้ไทยมีแต้มต่อในตลาดกลุ่มนี้ แต่ปัจจุบันพบว่าสถานการณ์เริ่มเปลี่ยน อย่างสินค้าสแน็กไทยในต่างประเทศ ถ้าไม่แข็งแกร่งพอ ก็ต้องหายไปจากตลาดแน่นอน เพราะโรงงานผลิตในเพื่อนบ้าน เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และผลักดันให้มีต้นทุนต่ำกว่า จำหน่ายได้คล่องมากกว่า ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่มีความภักดีกับแบรนด์เหมือนในอดีตแล้ว หากแบรนด์นั้นไม่ดังสุดๆ จริงๆ

เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องสำอาง ในตลาดซีแอลเอ็มวี จากเมื่อก่อนสินค้าจากไทยมีมูลค่าแบรนด์ หรือ แวลู ครีเอชั่น แบรนด์ไทย แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อนบ้านมีความรอบรู้มากขึ้น อย่าง เมียนมา ก็หันมาจ้างไทยให้ผลิต แล้วให้ติดตราสินค้าของเขา เพื่อสร้างแบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มเอง ทำให้ไทยอาจเป็นเพียงโรงงานผลิตให้เมียนมา โดยรับค่าแรงการผลิตไปเท่านั้น แต่มูลค่าการตลาดเป็นของนักธุรกิจเมียนมา เป็นต้น

ส่วนการครบรอบ 1 ปีเออีซีไปเมื่อปลายปี 2559 นั้น สิ่งที่เห็น คือ กรอบการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น ที่แม้ว่าอัตราภาษี 0% จะเกิดขึ้นจริง ทว่าการกีดกันการค้าก็หนักขึ้น เช่น กฎระเบียบมาตรฐาน
เอฟดีเอ ที่ขอยากขึ้น ซึ่งจากที่ผ่านมา แม้ภาครัฐจะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาต่างๆ ออกมาจำนวนมาก แต่ก็พบว่าไม่มีสิ่งใหม่ในเชิงปฏิบัติการออกมาจริงแค่ไหน โดยเฉพาะการให้เจ้าของธุรกิจมีประสบการณ์ตรง
การค้าการขายในตลาดจริง 

รวมไปถึงความพร้อมไทยแลนด์ 4.0 ที่เห็นว่าจะต้องไปทั้งองคาพยพ ทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ เอกชน ประชาชน เข้าใจร่วมกัน ซึ่งในปีนี้มองว่าจะต้องบริหารจัดการให้ได้

เพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ที่เป็นความหวังของคนไทย นักธุรกิจ ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน