posttoday
มองเศรษฐกิจโลกและใช้ 'เศรษฐกิจพอเพียง' รับมือ

มองเศรษฐกิจโลกและใช้ 'เศรษฐกิจพอเพียง' รับมือ

10 มกราคม 2560

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

สวัสดีปีใหม่พุทธศักราช 2560 ท่านผู้อ่านคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจทุกท่านนะครับ ปีระกาปีนี้ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรเป็นคำถามที่ทุกคนสนใจอยากรู้ ซึ่งก็มีรายงานจากนักวิเคราะห์เศรษฐกิจคาดการณ์ทิศทางแนวโน้มนำเสนอออกมาให้ได้อ่านกันหลายสถาบัน โดยบทวิเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ในการเตรียมการรับมือต่อความไม่แน่นอน เพราะโลกทุกวันนี้หมุนเร็วกว่าที่คิดมาก เศรษฐกิจจากซีกโลกหนึ่งมีผลกระทบต่ออีกซีกโลกหนึ่งเพียงชั่วข้ามคืน ดังนั้นการมีมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการรู้เท่าทันต่อโลก จึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกไว้ว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยและจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากเศรษฐกิจของสหรัฐและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา) รวมทั้งการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบั่นทอนจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่าง Brexit ซึ่งสร้างความผันผวนของตลาดเงิน ปัญหาหนี้สะสมในระบบสถาบันการเงินและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นปัจจัยกดดันที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เติบโตมากนัก ซึ่งหากไล่เรียงตามกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว

คาดการณ์ว่าในปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการบริโภค การใช้จ่ายภาคเอกชนและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลง เพราะมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดต่างๆ ได้แก่ การเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศสมาชิก ปัญหาหนี้เสียของระบบสถาบันการเงินในระดับสูงของหลายประเทศ ปัญหาการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศเกี่ยวกับผู้อพยพลี้ภัยสงครามและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของรัสเซีย ตลอดจนความล้มเหลวของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนในปีนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจจีน มีทิศทางที่ทรงตัว เพราะเป็นช่วงของการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออก

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินหยวนและปัญหาในภาคการเงินทั้งการผิดนัดชำระหนี้ในภาคธนาคาร ตลาดพันธบัตร และภาคธนาคารเงา ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นทางการคลัง 28 ล้านล้านเยน และการประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีขายจากเดือน เม.ย. 2560 ออกไปเป็นเดือน ต.ค. 2562 รวมถึงนโยบายการเงินที่ยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย ในขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียโดยรวมคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีแรงส่งจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวได้มากขึ้น การส่งออกที่ดีขึ้น รวมทั้งการใช้จ่าย/การลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียยังมีปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบนโยบายสหภาพยุโรป นโยบาย American First ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งปัญหาภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มีแนวโน้มปรับตัวได้ดีขึ้นและขยายตัวในช่วง 3-4% อันมีปัจจัยสนับสนุนจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ การลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว การฟื้นตัวของการผลิตในภาคการเกษตร และการใช้จ่ายของภาคเอกชน บวกด้วยปัจจัยเสริมคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การลดภาษีเงินได้ และเพิ่มค่าลดหย่อนทางภาษี รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 ที่ทำให้วงรอบของระบบเศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน การหดตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ไทยส่งออกสินค้า และกฎหมายการค้าเสรี รวมถึงแนวนโยบาย American First ที่อาจส่งผลต่อการส่งออกและแรงงานของไทย

ดังนั้น เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจเราต้องมีปัญญาพร้อมความเพียรอย่างบริสุทธิ์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้มอบหลักการอันมีค่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ไว้ให้พวกเรา เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิต หลักปรัชญาเศรษฐกิจ มีความลุ่มลึก ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้จริง โดยพระองค์ท่านได้พระราชทานหลักการง่ายๆ 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี

ซึ่งผมเชื่อว่าหากเราน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ตั้งแต่สเกลเล็กที่สุดคือครอบครัวไปจนถึงสเกลใหญ่ระดับประเทศชาติ ระบบเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงและเข้าสู่ภาวะสมดุลอย่างยั่งยืน โดยในส่วนของภาคครัวเรือนสามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้อย่างง่ายๆ คือ ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำเนินชีวิต ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และมีสติรู้จักใช้ตามความจำเป็นและคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับ

ส่วนระดับภาคเอกชนสามารถน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เริ่มตั้งแต่การลงทุน โดยเน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืนทั้งในภาคการผลิตและการส่งออก เน้นการพัฒนาภูมิปัญญาไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของไทยไปสู่ตลาดสากล รวมทั้งมีการเตรียมการป้องกันผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน โดยต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวัง อันจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง และไม่เป็นจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งในส่วนของภาครัฐเองก็ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ เพื่อให้วิถีการผลิตของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น หากทุกภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทาง ปรับยุทธศาสตร์ประเทศมาสู่การวิเคราะห์เศรษฐกิจจากเบื้องล่างแทนการกำหนดนโยบายมหภาคแล้วนำไปสู่การปฏิบัติในเบื้องล่าง ซึ่งมักจะไม่เกิดผลตามที่คาดไว้ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เป็นบอนไซ แต่จะเติบโตอย่างสมดุลในทุกภาคส่วน สวัสดีปีไก่ครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน