
คิดบวก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
โดย...ชลญ่า ภาพ... รอยเตอร์ส
โดย...ชลญ่า ภาพ... รอยเตอร์ส
ความคิดในเชิงลบมักจะคอยขัดขวางและสร้างอุปสรรคโดยเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของเราอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความคิดลบกับความคิดบวกที่อยู่ในตัวเรานั้นแพ้ชนะกันตรงที่การคิดลบมีมากกว่าการคิดบวก เนื่องจากโดยธรรมชาติของคนมักจะมีความเห็นแก่ตัวขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีมากหรือมีน้อย ความเห็นแก่ตัวคืออยากได้ก่อนอยากมีมากกว่าคนอื่น หรือพูดง่ายๆ คือคนเรามักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเสมอ
ดังนั้น เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจิตใจก็เริ่มจับผิดคนอื่น เช่น ทำไมเพื่อนเราได้ปรับค่าจ้างประจำปีมากกว่า สงสัยเป็นเด็กเส้นของหัวหน้า สงสัยประจบหัวหน้าเก่ง เป็นต้น ในชีวิตประจำวันของคนเราส่วนใหญ่จะชอบจับผิดมากกว่าจับถูก เช่น คนมากมายที่เดินบนถนนแต่ถ้ามีคนเพียงคนเดียวที่ไม่ลืมติดกระดุม หรือลืมรูดซิปเราจะตาไวมาก คนที่ไม่ทิ้งขยะมีเยอะมากเราเห็นเพียงสายตาแต่ใจไม่ได้คิดอะไร แต่คนทิ้งขี้บุหรี่ลงบนถนนเพียงคนเดียวนอกจากเราจะเห็นด้วยตาแล้ว ใจของเรายังคิดในเชิงลบต่อยอดขึ้นไปอีก
ณรงค์วิทย์ แสนทอง ผู้มีเชี่ยวชาญด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์และด้านทรัพยากรมนุษย์และประธานที่ปรึกษา Narongwits.com กล่าวว่า การคิดลบมักจะวิ่งแซงการคิดบวกเนื่องจากคนเกิดมาแตกต่างกัน ดังนั้นพฤติกรรมคนอื่นที่แตกต่างจากเรา จึงทำให้เรามักจะคิดในเชิงลบมากกว่าการคิดบวกและการคิดลบมักจะมาก่อนเสมอ เช่น มีรถคันหนึ่งขับปาดหน้าไปแบบกระชั้นชิดเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะคิดลบก่อนเสมอเลยว่าคนขับรถคันนั้นนิสัยไม่ดี น้อยคนที่จะคิดว่าสงสัยเขามีธุระด่วนหรือสงสัยจะนำญาติที่ป่วยหนักส่งโรงพยาบาล
“อีกประการหนึ่ง การคิดบวกเกิดขึ้นยากและหายเร็ว ไม่เหมือนกับการคิดลบเกิดขึ้นง่ายและเร็วมากแต่หายยาก เช่น อารมณ์ที่เราคิดลบกับคนที่เดินชนเราแล้วไม่ขอโทษ ผ่านไปเป็นชั่วโมง หรือเป็นวันมันยังคงอยู่ในหัว พูดถึงทีไรยังนึกโกรธไม่หาย เมื่อเป็นเช่นนี้รับรองได้ว่าโอกาสที่ความคิดบวกในชีวิตเราจะเอาชนะความคิดในเชิงลบได้คงเป็นไปได้ยาก”
เข้าสู่ปีใหม่ 2560 เพื่อให้ความคิดเชิงบวกได้เข้ามาครอบครองชีวิตเรามากขึ้นและสิ่งดีๆ จะได้เข้ามาในชีวิต ประธานที่ปรึกษา Narongwits.com แนะนำว่า คนเราควรจะช่วยเสริมทัพความคิดบวกด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้
กำจัดความคิดลบออกจากหัว
ถ้ายังไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดความคิดลบขึ้นในหัวได้ก็ต้องพยายามกำจัดความคิดลบให้อยู่กับเราน้อยที่สุด ซึ่งสามารถกำจัดความคิดลบได้หลายวิธี
1.การหากิจกรรมอื่นทำเพื่อขัดจังหวะการคิดลบที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ากำลังขับรถอยู่และคิดลบกับคนขับรถคันอื่นก็ลองดึงสมาธิมาฟังเพลงหรือฟังข่าว แทนที่จะให้สมองหมกมุ่นอยู่กับการคิดลบกับคนขับรถคันอื่น
2.สร้างความคิดบวกเพื่อเจือจางความคิดลบ เช่น ถ้าพ่อแม่บ่นมากๆ ลองพยายามคิดว่าพ่อแม่อาจเป็นห่วงและหวังดีต่อเราหรือเขาอาจรู้น้อยกว่าเราจึงสั่งสอนหรือเตือนเรา
3.ระบายความคิดลบออกจากหัวโดยการเล่าให้คนอื่นฟังหรือพูดคนเดียว เพื่อให้อารมณ์ที่เกิดจากการคิดลบได้ระบายออกมาบ้างจะช่วยให้ความคิดลบที่เก็บกดไว้อยู่ในระดับที่ต่ำลง
ฝึกซ้อมคิดทั้งบวกและลบก่อนตัดสินใจ
เมื่อเราสามารถกำจัดความคิดเชิงลบได้บ้างแล้ว ต่อไปก็เริ่มสกัดความคิดลบที่จะเกิดขึ้น โดยการคิดทั้งสองด้านเมื่อเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่คนทั่วไปมักจะคิดลบ เช่น หัวหน้าให้งานมากกว่าคนอื่น ก็ขอให้ฝึกคิดทั้งสองด้าน (ด้านลบไม่ต้องฝึกก็ได้เพราะมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ) โดยให้ฝึกคิดบวกคู่กับการคิดลบ คนทั่วไปมักจะคิดว่าหัวหน้าลำเอียง แต่ถ้าเราคิดบวกอาจจะคิดได้ว่าแสดงว่าหัวหน้าเห็นว่าเราทำงานดีกว่าคนอื่น หรือแสดงว่าหัวหน้าไว้ใจเรามากกว่าคนอื่น หรือหัวหน้าต้องการพัฒนาเราให้เก่งกว่าคนอื่น
“ในครั้งแรกๆ ความคิดลบอาจจะเป็นฝ่ายมาก่อนหรือชนะความคิดบวก แต่ถ้าเราซ้อมคิดบ่อยๆ รับรองว่าวันหนึ่งความคิดเชิงบวกน่าจะกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้เหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ความคิดบวกชนะเราจะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าความคิดลบเป็นฝ่ายชนะเราจะทำสิ่งนั้นๆ ด้วยความทุกข์มากกว่า”
ตั้งเป้าคิดบวกเพิ่มขึ้นทุกวัน
ณรงค์วิทย์ กล่าว่า ใครอยากพัฒนาความคิดเชิงบวกควรตั้งเป้าให้กับตัวเองเลยว่าวันนี้จะต้องคิดบวกอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง พรุ่งนี้สัปดาห์หน้าจะเพิ่มการคิดเชิงบวกขึ้นอีก ถ้ามีเป้าหมายในการคิดบวกและมีการทบทวนผลการคิดทุกวันก่อนนอน รับรองได้ว่าคงจะใช้เวลาไม่นานในการเปลี่ยนจากคนคิดลบเป็นคนคิดบวกได้ อาจจะทำรายการตรวจสอบไว้ก็ได้ว่าแต่ละวันเราคิดบวกกี่ครั้ง คิดลบกี่ครั้ง เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการคิดบวกได้อย่างเป็นระบบ
เปิดวิดีโอการคิดบวกให้บ่อยขึ้น
เมื่อไหร่ที่คิดบวกได้นอกจากเราจะได้อารมณ์ดีๆ ในการดำรงชีวิตกลับคืนมาแล้ว ถ้าต้องการให้ความรู้สึกดีๆ นั้นๆ อยู่กับเรานานขึ้นก็ควรจะนำเอาวิดีโอเทปของการคิดบวกนั้นไปเปิดให้ตัวเองดูโดยการนั่งทบทวนตัวเอง หรือการนำไปเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะทุกครั้งที่เล่าเรื่องที่คิดบวกให้คนอื่นฟังเราจะได้ความรู้สึกดีๆ กลับคืนมาทุกครั้ง ยิ่งเล่าให้คนอื่นฟังมากเท่าไร ความคิดเชิงบวกก็จะยิ่งอยู่กับเรานานขึ้นมากเท่านั้น และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรจะ
บันทึกผลการคิดเชิงบวกไว้อ่านเองหรือให้คนอื่นๆ อ่านด้วยได้ยิ่งจะเป็นการดี
สรุปว่า การพัฒนาความคิดเชิงบวกนอกจากจะเป็นหนทางในการลด ละ เลิกความคิดเชิงลบแล้ว ยังจะช่วยเสริมพลังให้ชีวิตเราเดินไปสู่จุดหมายได้ดีกว่าและเร็วกว่าคนทั่วๆ ไปที่มัวแต่เสียเวลาในชีวิตอยู่กับการคิดในเชิงลบ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางนี้น่าจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้







