
วางแผนธุรกิจรับมือปีระกา
หลายๆ ค่ายพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2560 ของประเทศไทย ว่าจีดีพีจะเติบโตอยู่ระหว่าง 3.2-3.6% โดยคาดว่าการเติบโตส่วนใหญ่จะมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การส่งออกน่าจะดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนจะโตขึ้นเล็กน้อย และการใช้จ่ายประชากรก็น่าจะดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง
หลายๆ ค่ายพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2560 ของประเทศไทย ว่าจีดีพีจะเติบโตอยู่ระหว่าง 3.2-3.6% โดยคาดว่าการเติบโตส่วนใหญ่จะมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การส่งออกน่าจะดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนจะโตขึ้นเล็กน้อย และการใช้จ่ายประชากรก็น่าจะดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง
ทว่าก็มีหลายประเด็นที่อาจทำให้การคาดการณ์การเติบโตจีดีพีมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าเดิม ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะแถบยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ว่าจะฟื้น ทรงหรือแย่ลง นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปิดประเทศ จะเป็นจริงไหม ระดับไหน และนโยบายอื่นๆ ของเขาจะกระทบเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน ราคาน้ำมันที่เริ่มขาขึ้นจะสร้างเงินเฟ้อมากแค่ไหน ความตึงเครียดของหลายประเทศที่เป็นปัจจัยภายนอก
ในประเทศปี 2560 จะเป็นปีเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง การถ่ายอำนาจจากรัฐบาลทหารมายังรัฐบาลพลเรือน พ.ร.บ.เลือกตั้งจะมีการยอมรับหรือต่อต้านมากแค่ไหน ราคาสินค้าเกษตรจะขึ้นหรือลงมากกว่าที่คาดการณ์ ความมั่นใจของผู้บริโภคจะดีขึ้นหรือแย่ลง เป็นต้น ความไม่แน่นอนเหล่านี้ เราจึงต้องมีแผนธุรกิจเตรียมพร้อมไว้ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง
ผมจะดูการพยากรณ์ของจีดีพีเป็นส่วนประกอบในการวางแผนธุรกิจ การวางแผนธุรกิจควรจะมองอุตสาหกรรมที่เราทำธุรกิจอยู่ไปลึกๆ และกลยุทธ์ขององค์กร กลยุทธ์ขององค์กรจะเป็นตัวหลักในการวางแผนธุรกิจ กลยุทธ์ขององค์กร คือ แนวทางที่องค์กรเลือกที่จะเข้าไปแข่งขัน องค์กรต้องมีพันธกิจที่ชัดเจนว่าทำอะไร เพื่ออะไร
กลยุทธ์จะเป็นเสมือนโรดแมปในการเดิน แล้วในแต่ปีเราก็เอาโรดแมปนี้มาสร้างแผนธุรกิจในแต่ละปี ฉะนั้นแผนธุรกิจจึงอิงกลยุทธ์เป็นหลัก ส่วนสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจ การเมือง การแข่งขันเป็นส่วนประกอบเพื่อตั้งสมมติฐานว่าแผนธุรกิจนั้นๆ ทำขึ้นจากสมมติฐานที่ตั้งไว้อย่างไร หากสมมติฐานเปลี่ยนไป แผนธุรกิจก็จะเปลี่ยนตามไป ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่มากเช่นปี 2560 นี้ เราจึงควรมีแผนสองรองรับในกรณีที่สมมติฐานแย่กว่าที่คิด และแผนสามรองรับสำหรับกรณีที่สมมติฐานเปลี่ยนไปทางที่ดีกว่าที่คิดไว้ แผนต้องครอบคลุมทุกแง่มุมของธุรกิจตั้งแต่ฝ่ายผลิต การเงิน การขาย การตลาด และทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
ผมมีโอกาสเข้าประชุมที่ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ นักปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงชั้นนำของเมืองไทยเข้านั่งประชุมด้วย ผมชอบวิธีที่ท่านท้าทายผู้บริหารบริษัทหนึ่งด้วยคำถามว่า “คุณคิดว่าอะไรจะเป็นอุปสรรคหรือโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการขายและผลกำไรปีหน้า” ผู้บริหารก็ตอบคำถามถึงอุปสรรคและโอกาสต่างๆ แล้วท่านก็ถามต่อว่า “แล้วคุณมีทางเลือกอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ หรืออุปสรรค หรือโอกาสที่ว่ามา” “แล้วแต่ละทางเลือก ทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร” คำถามง่ายๆ นี้ จริงๆ แล้ว ท่านกำลังบอกให้ผู้บริหารไปคิดทำ “ทางเลือก” หรือแผนงานหลายๆ แผนเมื่อสมมติฐาน “อุปสรรคหรือโอกาส” เปลี่ยนไป
อีกตัวอย่างที่ท่านใช้กล่าวได้ชัดเจนและเห็นภาพคือ ท่านบอกว่า “แม้ว่าจะมีคลื่นลมแรง (อุปสรรค) มากอย่างไร เราก็จะสนุกกับมันถ้าเรามีแผนวางไว้ล่วงหน้า เล่นเรือใบลมยิ่งแรงยิ่งมัน” คาดการณ์ไว้ก่อนและเตรียมแผนรองรับจะทำให้เรารับมือกับทุกสถานการณ์ และสนุกกับความท้าทายที่เกิดขึ้นครับ
บทความนี้หลังจากตีพิมพ์บน Post Today แล้ว สามารถอ่านซ้ำได้ที่ www.facebook.com/thesolutionfinder







