
มุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร
....เจียรนัย อุตะมะ
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คงมุมมอง
“เป็นบวก” ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 เรื่อง คือประการแรก สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรสินเชื่อ ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่อเนื่อง
ประการที่สอง ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และประการที่สาม คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นช่วยลดแรงกดดันในการตั้งสำรองหนี้
ทั้งนี้ หุ้นธนาคารที่แนะนำให้ลงทุนมากที่สุด คือ ธนาคารขนาดใหญ่ ทั้งธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จากความได้เปรียบทั้งทางด้านพอร์ตสินเชื่อ โครงสร้างเงินฝาก และคุณภาพสินทรัพย์
ส่วนธนาคารกรุงไทย (KTB) จากการเติบโตของสินเชื่อในอัตราที่สูง และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองลดลง บริษัททุนธนชาต (TCAP) จากโอกาสเติบโตในอนาคต และการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจากการเข้าซื้อธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) ในขณะที่ธนาคารขนาดเล็กอย่าง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ยังมีความน่าสนใจจากการเติบโตที่สูงต่อเนื่อง ปัจจัยผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
สินเชื่อรวมครึ่งปีแรกของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY), BBL, KBANK, KTB, SCB, ธนาคารทหารไทย (TMB), TCAP และ TISCO ขยายตัว 3.6% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันจากการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก
สำหรับครึ่งปีหลังประเมินสินเชื่อขยายตัวเนื่องโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เป็นช่วง High Season โดยสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SMEs กลับมาเติบโตได้ดีตามวงจรของสินเชื่อ ความต้องการเงินทุนหมุนเวียน การฟื้นตัวของภาคการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจเพื่อการส่งออกและโทรคมนาคม รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยคาดขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
จากแนวโน้มสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างสินเชื่อ SMEs ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ NIM ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเรามองว่าธนาคารที่ NIM จะขยายตัวได้ดีคือธนาคารขนาดใหญ่อย่าง BBL KBANK และ SCB เนื่องจากได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างเงินฝาก ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อ
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2553 ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลง 17,470 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากแผนการขาย NPLs ของบางธนาคารประกอบกับความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี โดยค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 16.7% จากปีก่อน
“
เราประเมินปีนี้ธนาคารส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ลดลง โดยเฉพาะ KTB คาดไม่มีการตั้งสำรองฯ พิเศษในปีนี้”นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต เชื่อว่า BAY ได้ประโยชน์จากสินเชื่อรายย่อยมากที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าสินเชื่อของธนาคารทั้งระบบในไตรมาส 2 ปี 2553 เพิ่ม 5.3% โดยสินเชื่อเพื่อการบริโภคยังขยายตัวได้ดีสุด 14.3% สินเชื่อ SMEs และสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ขยายตัวเท่ากันที่ 2.1% ส่วนสินเชื่อเดือน ก.ค. BAY เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อโตสูงสุด 1% จาก มิ.ย. และคาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอีกในครึ่งปีหลังตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประชาชน เนื่องจาก BAY มีฐานกลุ่มลูกค้ารายย่อยแข็งแกร่ง คิดเป็น 42% ของพอร์ตสินเชื่อรวมถึงการมีสาขาจำนวนมากและได้รับการสนับสนุนจาก GE ทำให้ BAY น่าได้ประโยชน์จากแนวโน้มการบริโภคของไทยที่ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ 30% ของพอร์ตสินเชื่อที่มาจากกลุ่มลูกค้าบุคคลทำให้ BAY มีผลตอบแทนจากการให้กู้เงินสูงที่สุด ส่งผลให้ NIM สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ระดับ 4.6% ในปีนี้ และ 4.8% ในปีหน้า ราคาเป้าหมาย 27 บาท ยังมีโอกาสปรับขึ้นอีก 28% แนะนำ
“ซื้อ”






