posttoday
เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็กองทุนต่างประเทศ

เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็กองทุนต่างประเทศ

01 กันยายน 2553

...สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ก็อย่างที่ทราบกันนะครับ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากบ้านเรานั้นอยู่ในระดับต่ำมานานประมาณ 0.52% ต่อปี ผู้ฝากเงินอย่างเราๆ ก็พยายามหาช่องทางการลงทุนที่สร้างโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น

ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในต่างประเทศได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) โดยมูลค่าการลงทุนเติบโตจาก 233,443 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2550เป็น 474,307 ล้านบาท ณ วันที่ 20 ส.ค. 2553 หรือเติบโตกว่าร้อยละ 103 โดยเมื่อพิจารณากองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศแยกออกเป็นประเภทต่างๆ พบว่า กองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ (FIFFIX) มีสัดส่วนมากที่สุดถึงร้อยละ 89 หรือมีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท รองลงมาคือประเภทกองทุนหุ้น (FIFEQ) ร้อยละ 6 และกองทุนรวมประเภทอื่นๆ (FIFOTH) เช่น กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้นอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศยังมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนต่อกองทุนรวมทั้งหมดสูงถึงร้อยละ 25

การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศนั้นน่าสนใจมากครับทั้งเรื่องอัตราผลตอบแทนและการเป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศนั้นมีความต่างกัน ซึ่งเราต้องรู้อยู่อย่างน้อย 3 เรื่องครับ

1.การลงทุนในต่างประเทศนั้นเรื่องหนึ่งที่ต้องเผชิญ คือ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง ณ วันที่กองทุนได้ลงทุน (นำเงินบาทไปแลกเงินสกุลต่างประเทศ) กับวันที่กองทุนครบอายุโครงการ(นำเงินสกุลต่างประเทศแลกกลับมาเป็นเงินบาท) อัตราแลกเปลี่ยนนั้นอาจแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเราอาจได้รับผลตอบแทนที่เป็นบวกในขณะที่ลงทุนอยู่ในต่างประเทศ แต่พอแลกกลับเป็นเงินบาทเราอาจขาดทุนได้ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ไปลงทุน 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบอายุโครงการ 20 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 5 บาท หรือ 20% แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศสมมติเราได้ 15% เราก็ขาดทุนอีก 5%

2.เมื่อมีความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนหลายกองทุนจึงมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับได้ เช่น จากตัวอย่างข้างต้นเมื่อมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสมมติที่ 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เราก็จะได้รับผลตอบแทน 15%อย่างไม่ต้องกังวล แต่อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หากอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อเรา เราก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ไปลงทุน 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบอายุโครงการ 30 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นไปตามนี้จะเกิดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5 บาท หรือ 20% แต่เราป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ก็ทำให้เราไม่ได้ผลตอบแทนในส่วนนี้

3.การลงทุนในบางประเทศอาจต้องแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2 ครั้ง ยกตัวอย่างการลงทุนในประเทศเกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ เป็นต้น ที่เราต้องนำเงินสกุลบาทไปแลกเงินดอลลาร์สหรัฐก่อนแล้วจึงแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลของประเทศที่เราจะไปลงทุน และเมื่อตอนแลกกลับเป็นเงินสกุลบาทก็ต้องแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก่อนแลกกลับเป็นเงินสกุลบาท ซึ่งจุดนี้เองครับที่กองทุนอาจทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงระหว่างเงินสกุลเพียง1 ครั้ง หรือทั้ง 2 ครั้งก็ได้

หากกองทุนมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนนั้นจะเป็นอัตราผลตอบแทนหลังหักด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการและค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรวมถึงค่าการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค