posttoday
"ไอพีโอ" 2560 มีของ

"ไอพีโอ" 2560 มีของ

04 มกราคม 2560

ต้องติดตามไอพีโอปีระกาจะกลับมาร้อนแรงและคึกคัก หรือเพียงพอให้นักลงทุนได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุน

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ปี 2559 หุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ไม่ได้คึกคักเท่ากับหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับขึ้นประมาณ 20% ซึ่งเกิดจากหลายกรณี ตั้งแต่มีการปรับความเข้มในการรายงานงบการเงินซึ่งสะดุดมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2558 และมีผลต่อเนื่องทำให้หุ้นน้องใหม่ที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหุ้นต้องเลื่อน รวมถึงปัญหาในอุตสาหกรรมที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีไม่เพียงพอต่อไอพีโอที่ต้องการจะเข้ามาระดมทุน อีกทั้งมี 2-3 บริษัทขนาดใหญ่มีปัญหาทางเทคนิคการรายงานตัวเลขทางการเงินที่ต้องรอรายงานงบประจำปี 2559 ทำให้เลื่อนมาระดมทุนภายในปี 2560 แทน

ปี 2559 มีหุ้นไอพีโอที่เข้ามาทั้งหมด 27 บริษัท แบ่งเป็นเข้า SET ทั้งหมด 14 บริษัท เป็นหุ้น 10 บริษัท และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และเข้า mai ทั้งหมด 13 บริษัท มูลค่าระดมทุนทั้งหมด 5.27 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่ 1.57 แสนล้านบาท จากเป้าหมายที่ตลาดกำหนดไว้ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดเป้าเมื่อตอนกลางปี จากต้นปีตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปไว้ที่ 2.7 แสนล้านบาท

เทียบกับปี 2558 มีหุ้นไอพีโอทั้งหมด 41 บริษัท แบ่งเป็นเข้าSET ทั้งหมด 28 บริษัท เป็นหุ้น 20 บริษัท กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 บริษัท กองทุนอสังหาริมทรัพย์/REIT 6 บริษัท และเข้า mai อีก 13 บริษัทมีมูลค่าการระดมทุนทั้งหมด 1.29 แสนล้านบาท และมาร์เก็ตแคปที่ 2.89 แสนล้นบาท

อย่างไรก็ดี ปี 2560 ตลท.ได้ตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอทั้งหมดไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 1.57 แสนล้านบาท โดยเป้าหมายดังกล่าวยังไม่รวมกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ รวมถึงบริษัทต่างชาติจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นตลาดแรกและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ (Active REIT)

ประพันธ์ เจริญประวัติ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ maiกล่าวว่า ปี 2560 คาดว่าจะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนใน mai จำนวน 15 บริษัท มาร์เก็ตแคปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเข้าซื้อขายไตรมาสแรกจำนวน 5 บริษัท จากปัจจุบันที่ยื่นเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) แล้ว อีกทั้ง mai มีบริษัทอีกกว่า 100 แห่ง ที่สนใจจะเข้ามาจดทะเบียน ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม

อย่างไรก็ดี ปี 2560 ไอพีโอจะกลับมาคึกคักอีกครั้งเหมือนหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่ ต้องสอบถามจากผู้เกี่ยวข้องคือที่ปรึกษาทางการเงินทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

แมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ปี 2560 คาดว่าจะมีไอพีโอเข้าจดทะเบียนใน SET เฉลี่ยเท่ากับปี 2559 ที่ 3 แห่ง อยู่ในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าและธุรกิจอุปโภคและบริโภค มูลค่าการระดมทุนเฉลี่ยมากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เท่ากับเป็นไอพีโอขนาดกลางและขนาดใหญ่

 ตลาดหุ้นไอพีโอในประเทศยังสามารถไปได้ เพราะยังมีอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและอุปโภค กลุ่มโลจิสติกส์ที่ไทยได้เปรียบที่มีภูมิประเทศเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าในกลุ่มลำน้ำโขง หรือ CLMV และตลาดทุนไทยก็มีทางเลือกในการระดมทุนในรูปของหุ้นและ REIT ที่ให้กับเจ้าของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับผู้ลงทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง

รัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2560 จะเป็นปีที่บริษัทมีงานวาณิชธนกิจนอกเหนือจากงานไอพีโอออกมา เพราะจะมีการเชื่อมเครือข่ายกับบริษัทแม่ที่อยู่มาเลเซียมากขึ้น โดยประเมินว่าจะมีหุ้นไอพีโอที่พร้อมระดมทุนอีก 3-4 บริษัท เป็นบริษัทที่มีการเตรียมตัวมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมีบริษัทที่อยู่ในการเตรียมตัวประมาณ 10-12 แห่ง ซึ่งจะทยอยเข้าในช่วงระยะ 2-3 ปีถัดจากนี้ โดยมูลค่าการระดมทุนจะเฉลี่ยอยู่ที่ 500-1,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่กว่า 300 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีไอพีโอที่อยู่ระหว่างการเจรจา 2 แห่ง ที่สนใจจะจดทะเบียนทั้งสองตลาด (ดูโอลิสติ้ง) และบริษัทต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแห่งที่สอง นอกจากนั้นบริษัทยังมีที่อยู่ระหว่างการเจรจาว่าจะมีการร่วมทุนหรือซื้อกิจการอีก 3 ธุรกรรม

สำหรับหลักการเลือกหุ้นไอพีโอไม่ได้จำกัดว่าต้องขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เลือกความเป็นลักษณะเฉพาะของบริษัทว่ามีโอกาสในการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันมากน้อยขนาดไหนในอนาคตมากกว่าจะประกอบธุรกิจที่อยู่ในขาลง

ธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ หัวหน้าสายงานวาณิชธนกิจ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หุ้นไอพีโอปัจจุบันไม่ได้ร้อนแรงอย่างเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีลูกค้าที่ลงทุนประเภทพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนนิยมเข้ามาจดทะเบียนกันมาก แต่ปัจจุบันบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่จะระดมทุนในไทยมีอยู่ไม่ค่อยมาก ซึ่งทิสโก้จะเลือกหุ้นที่มีการระดมทุนขนาดใหญ่และจดทะเบียนเข้า SET หรือเข้า mai บ้าง ถ้ามีบริษัทเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นและมีผู้นำในธุรกิจ

“พัชพร สรรคบุรานุรักษ์” กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีหุ้นไอพีโอที่รองรับการจดทะเบียนเข้าตลาดประมาณ 3 ปี หรือประมาณ 10-15 บริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทขนาดกลางและเล็กของไทยยังมีความสนใจเข้าตลาดหุ้นอยู่ เมื่อมีความต้องการที่มากอยู่ปัจจุบันจึงทำให้บริษัทสามารถคัดเลือกลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่จะมีการการเติบโตได้อีกในอนาคต เช่น สุขภาพ อาหาร ไอที แต่ก็จะใช้หลักในการเลือกที่ต้องมีส่วนแบ่งการตลาดหรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ

ปี 2560 คาดว่าจะมีหุ้นไอพีโอที่จะเข้าระดมทุนประมาณ 3-4 บริษัทได้ ซึ่งการกำหนดเสนอขายหุ้นจะให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของลูกค้ามากกว่า อีกทั้งมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการใช้เงินในการขยายธุรกิจมากน้อยเพียงใด

สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทโปร แมเนจเม้นท์ หรือ APM กล่าวว่า ความต้องการในการเข้าระดมทุนโดยผ่านตลาดทุนยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าในมือที่หลากหลายอุตสาหกรรม โดยปกติการรับงานของ APM จะมีความเฉพาะที่จะดูแลลูกค้ามาตั้งแต่ในการช่วยแก้ไขและพัฒนาปรับปรุงระบบภายใน จึงใช้เวลาในกระบวนการทำงานที่ต่อเนื่อง จนมีความพร้อมและคุณสมบัติที่จะเข้าระดมทุน

บริษัทจะเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ไอพีโอหุ้นขนาดกลางและเล็กเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะไม่อิงกับภาวะตลาดโดยรวมมากนัก การจะเข้าระดมทุนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และการเป็นผู้เล่นในธุรกิจนั้นซึ่งเจ้าของบริษัทส่วนใหญ่ต้องการดำเนินการตามแผนงานที่ต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนต่อเป็นหลักมากกว่า ซึ่งปี 2560 APM ก็คาดว่าจะมีหุ้นไอพีโอไม่ต่างจากปีนี้ที่มี 6 บริษัท

“ในอุตสาหกรรมยังมีของที่ต้องการเข้าระดมทุนอยู่ และพอเข้ามาก็ถือว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถระดมทุนได้เป็นอย่างดี ส่วนที่มองว่าหุ้นขนาดเล็กเป็นการเก็งกำไรมาก การเข้ามาระดมทุนใน mai การจะให้หุ้นเป็นที่น่าสนใจกับผู้ลงทุนก็ควรต้องมีราคาส่วนลดเพื่อให้มีส่วนต่างในการทำกำไรให้กับผู้ลงทุนอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายถ้าบริษัทมีความพร้อม มีแผนงานธุรกิจที่ดีและชัดเจน ราคาหุ้นก็จะวิ่งเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมเอง” สมศักดิ์ กล่าว

เมื่อที่ปรึกษาการงินต่างๆ ออกมายืนยันแล้วว่าไอพีโอปีระกายังมีให้นักลงทุนได้เลือกลงทุน แต่จะกลับมาร้อนแรงและคึกคัก หรือเพียงพอให้นักลงทุนได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุน ต้องติดตามตอนต่อไป เพราะปีนี้ถือว่าภาวะตลาดหุ้นจะเหวี่ยงมากเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน