posttoday
ปรับวิธีคิดที่สี่ แกะพิมพ์เขียวตลาดหุ้น

ปรับวิธีคิดที่สี่ แกะพิมพ์เขียวตลาดหุ้น

02 มกราคม 2560

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

“ความเสี่ยงอยู่ที่ใด” ปรับความคิด Day 4 : The Stock Blueprint “เราใกล้เกิดสงครามโลกหรือยัง?”

ในทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านของทุกยุค มักจะเกิดสงคราม ผมเห็นช่วงนี้นักทำนายอนาคต Futurist เริ่มเขียนบทความทำนายสิ่งร้ายๆ ที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มขึ้น

เพราะแน่นอน ถ้าเกิดสงครามมันจะกระทบกับเรื่องการลงทุนและตลาดหุ้นที่ผมทำงานอยู่แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนพอเห็นข่าวไม่ดีก็มองแล้วว่าจะล้างพอร์ต “พูดง่ายๆ คือ ขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง แล้วถือเงินสดหรือทองคำ”

ครับ!! โดยปกติผมและนักลงทุนระยะยาว มักจะถือหุ้นเกิน 75% ของพอร์ตในทุกช่วงเวลาอยู่แล้ว ซึ่งทำตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ที่มักมีหุ้นน้อย แต่มีเงินสดเยอะกว่า ก็ไม่แปลก เพราะ

1.เราถูกสอนกันว่า หุ้นเสี่ยง แถมความผันผวนของหุ้นรายวันก็บ่งบอกเช่นนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าถือหุ้นยาวๆ แต่ผลลัพธ์จริงๆ มันตรงกันข้าม เพราะการเทียบผลตอบแทนจริงของคนถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ (กรณีถือหุ้นดี ไม่ใช่ติดหุ้นปั่นแบบคนส่วนใหญ่นะ) พอร์ตมักโตแบบก้าวกระโดด รวยกว่าคนที่ไม่ลงทุนประมาณ 10 เท่า

2.การเปลี่ยนโครงสร้างในโลกการเงิน ที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงจนแทบเหลือศูนย์ เงินไม่ได้หายไปไหน ทำให้ผลตอบแทนมันเปลี่ยนไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยง เกิดเป็นยุคฟองสบู่ ในปัจจุบัน (เราจะเห็นคนที่เชื่อมั่นในสินทรัพย์จะผลัดกันรวย เพราะเงินมันวิ่งเข้าออกสินทรัพย์ต่างๆ เป็นรอบๆ เกิดเป็นฟองสบู่ สร้างเศรษฐีจำนวนมากแบบ
ชั่วข้ามคืน)

ข้อสังเกตที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือ คนที่โชคดีจากข่าวร้าย หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก คือ “คนที่กล้าลงทุน” แปลกไหม?

คนส่วนใหญ่มักจะคิดตรงข้าม ยิ่งมีข่าวร้ายและความผันผวนเท่าไหร่ ยิ่งเอาเงินไว้ในที่ปลอดภัย แต่จุดนั้นแหละที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด พูดแบบชาวบ้าน คือ คนที่กลัวที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเป็นคนที่จนที่สุด

เอาล่ะครับ เล่ามาเพื่อปูพื้นความคิด Day 4 ของ The Stock Blueprint คือ “ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่คนอื่นบอกเราว่ามันเสี่ยง แต่ความเสี่ยงคือเราขาดความรู้ในสิ่งที่ทำ”

ดังนั้น การลงทุน การออมในหุ้น หรือการเทรด Future ในมุมของคนส่วนใหญ่ต้องมองว่าเราเสี่ยงมาก แต่เขาคิดผิด เพราะสำหรับคนที่มีความรู้ในสิ่งที่ทำ การไม่ลงทุนคือเสี่ยงกว่าในโลกปัจจุบัน

เรามาคุยเรื่องสงครามกันต่อนิดหนึ่งว่า มันจะกระทบพอร์ตการลงทุนอย่างไร ดังนี้

1.สงครามโลก ไม่ได้เกิดจากคนไม่ชอบกัน ไม่ใช่...มันเกิดด้วยสาเหตุเดียวคือ “ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” ลองดูซิครับว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันสงครามจะเกิดในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

2.สงครามจะเกิดเมื่อเราเห็นชัดๆ ว่าใครได้ประโยชน์ ประเด็นนี้จะทำให้เราพอจะเห็นภาพว่า หลังวิกฤตที่ใดจะดี เช่น หลัง WW2 เราได้ประเทศมหาอำนาจใหม่คือ อเมริกา ซึ่งเป็นบิดาแห่งทุนนิยม รวมทั้งตลาดหุ้นที่เราลงทุนกันในปัจจุบัน

3.สงครามจะเกิดในประเทศที่มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากเกินไป

ลองศึกษาสิ่งที่อเมริกาทำเวลานี้ คือ

1.เขาพยายามทำ Wealth Distribution โดยการให้คนรวยทำมูลนิธิเพื่อกระจายความรวยและโอกาสให้คนจน

2.เขาพยายามกระจายโอกาส มี Venture Capital และเงินทุนร่วมลงทุนเพื่อให้โอกาสกระจายตัวกว้างขึ้น

หันมามองเมืองไทย ผมว่าเราควรทำแบบอเมริกาใน 2 เรื่องที่กล่าวมา คือ หนึ่ง ให้คนรวยสร้างโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ ที่เน้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศ หลายคนถามว่า แล้วคนรวยจะได้อะไร ผมว่าเขาได้มากกว่าเงิน เขาจะได้สิ่งที่ บิล เกตส์ ได้รับ คือ ได้รับการยอมรับและความสุขที่มีค่าสูงกว่าเงิน

สอง ให้คนรวยสร้างระบบทุนที่ให้โอกาสคนธรรมดาที่มีความสามารถในการเข้าถึงทุนทำธุรกิจ คล้ายๆ อุตสาหกรรมเวนเจอร์แคปปิตอลในอเมริกา

ประเด็นที่ยกเรื่องนี้มาคุยเหมือนไม่มีสาระ แต่ผมว่ามันเป็นแก่นของความเข้าใจระบบทุนนิยมเลยว่า วันนี้โลกวางอยู่บนระบบผลประโยชน์ การที่เราจะช่วยกันทำให้ระบบนี้อยู่ได้ ก็คือ การแบ่งและกระจาย
ผลประโยชน์ให้ลงตัว

ยุคต่อไป คนจะแข่งกันสร้างประโยชน์และแบ่งโอกาสให้คนอื่นผมไม่ได้โลกสวยนะเพียงแต่มองทุกอย่างตามความจริงเท่านั้น

ใช่!! โอกาสอยู่ที่การแบ่ง การให้ในสิ่งที่เรามี โดยเฉพาะการแบ่งโอกาส อันนี้สำคัญกว่าเงินอีก

บทความนี้ขอเสนอให้เราลองมองอีกด้านของเหรียญ โดยเฉพาะเวลาที่เศรษฐกิจมีวิกฤต เรามักจะเห็นโอกาสในขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นแต่วิกฤต

ลองมองดู มันเปลี่ยนมุมคิดเราได้เลย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน