
พณ. มั่นใจช่วยผลักดันศก.ไทยปี 60 โตกว่าปี 59
“พาณิชย์” มั่นใจช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปี 60 โตกว่าปี 59 ตั้งเป้าเพิ่มราคาสินค้าเกษตร การส่งออก และดูแลราคาสินค้า แม้มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งราคาน้ำมัน และค่าแรงงาน แต่เชื่อคุมได้
“พาณิชย์” มั่นใจช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปี 60 โตกว่าปี 59 ตั้งเป้าเพิ่มราคาสินค้าเกษตร การส่งออก และดูแลราคาสินค้า แม้มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งราคาน้ำมัน และค่าแรงงาน แต่เชื่อคุมได้
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ได้อย่างแน่นอน เพราะเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเครื่องจักรที่อยู่ในการดูแลและรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ทุกตัวจะมีการขับเคลื่อนได้ดีกว่าปีนี้ ทั้งการดูแลราคาสินค้าเกษตร ที่คาดว่าแนวโน้มราคาจะปรับตัวสูงขึ้น การส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ การเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกรและประชาชนในระดับฐานราก และการดูแลราคาสินค้าที่มั่นใจว่าจะดูแลให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมได้
ทั้งนี้ ในด้านการดูแลราคาสินค้าเกษตร กระทรวงฯ ได้จัดทำแผนติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรสำคัญทุกรายการ ทั้งการติดตามปริมาณผลผลิตที่จะออกตามฤดูกาล การประสานติดต่อเพื่อหาตลาดรองรับผลผลิต และหากจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำก็จะพิจารณามาตรการออกมาใช้อย่างเหมาะสม ทำให้สถานการณ์สินค้าเกษตรขณะนี้ ส่วนใหญ่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง โดยคาดว่าแนวโน้มราคาจะยิ่งปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านการส่งออก กระทรวงฯ ประเมินในเบื้องต้นว่า ในปี 2560 มีแนวโน้มที่การส่งออกจะขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3% โดยอาจจะเติบโตถึง 3.5% เพราะในปี 2560 มีแผนที่จะเจรจาขยายตลาดโดยใช้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Strategic Partnership) เจรจาเปิดตลาดการค้าการลงทุนกับประเทศเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ปี 2559 ได้เจรจากับจีนและอินเดียไปแล้ว และยังมีแผนที่จะขยายตลาดใหม่ที่มีโอกาสโดยลงลึกเป็นรายเมืองมากขึ้น“ประเมินว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560 เป็นต้นไป เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เศรษฐกิจคู่ค้าก็ดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกน้ำมัน ที่แรงซื้อจะกลับมา ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น จะยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การส่งออกของไทยดีขึ้น
นอกจากนี้ ผลจากการที่รัฐบาลได้สร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศในเวทีระหว่างประเทศในปี 2559 ที่ผ่านมา ทั้งการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ การเป็นประธานการประชุมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ G77 การเข้าร่วมประชุมผู้นำ G20 ในฐานะประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้สร้างความเชื่อมั่นต่อไทยเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับผลดีจากการขยายความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ที่มีการเยือนของคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เช่น นายกรัฐมนตรีประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโอบามา รมว.พาณิชย์เข้าร่วมกิจกรรม AEM Roadshow to US และเข้าร่วมการประชุมความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (TIFA JC) เป็นการประชุมครั้งแรกในรอบ 13 ปี ซึ่งเกิดความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเงิน และเศรษฐกิจดิจิทัล และยังมีการเยือนญี่ปุ่นและเกาหลี ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ช่วยเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการไปเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น รัสเซีย อิหร่าน โอมาน และศรีลังกา
สำหรับการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับเกษตรกรและประชาชนในระดับฐานราก กระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันให้เกิดตลาดต้องชม โดยจะผลักดันให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้เปิดครบทั้ง 77 จังหวัดในปี 2559 ได้แล้ว และยังจะเร่งพัฒนาหมู่บ้านทำมาค้าขายให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผลักดันให้เกิดตลาดกลางสินค้าเกษตร และผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ช่องทางตลาดใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ
ส่วนการดูแลราคาสินค้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน กระทรวงฯ ได้มีการติดตามปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งราคาน้ำมันและการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน โดยจากการวิเคราะห์ ไม่พบว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในภาพรวม ยกเว้นสินค้าที่ใช้แรงงานมาก เช่น เสื้อผ้า แต่ก็กระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เกิน 1 บาท ขณะที่ราคาน้ำมัน ประเมินแล้วยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าเช่นเดียวกัน







