
คนเด่นปี 2559 เศรษฐีคว้าโอกาส
คนเด่นประจำปี 2559 เป็นสี่เศรษฐีที่โดดเด่น ครองอันดับเศรษฐีหุ้นแล้วยังรุกเข้าซื้อกิจการทั้งปีเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ ที่จะครอบครองความรวยไว้ได้ต่อไป
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
คนเด่นประจำปี 2559 เป็นสี่เศรษฐีที่โดดเด่น ครองอันดับเศรษฐีหุ้นแล้วยังรุกเข้าซื้อกิจการทั้งปีเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ ที่จะครอบครองความรวยไว้ได้ต่อไป
เศรษฐีคนแรก นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เศรษฐีอันดับที่ 8 มีทรัพย์สิน 1.14 แสนล้านบาท จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย และฟอร์บส์ ไทยแลนด์ ฉบับเดือน มิ.ย. 2559 จัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทย และยังติดอันดับแรกเศรษฐี และตระกูลแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 รวย 6.7 หมื่นล้านบาท สินทรัพย์ตระกูลพุ่งเป็นแสนล้าน ทำสถิติครองแชมป์เศรษฐีหุ้นปีที่ 4 ตระกูลขึ้นแท่นปีที่ 2 จากการจัดอันดับของวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ผลการจัดอันดับปี 2559 นพ.ปราเสริฐ หรือหมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุด 67,245 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879 ล้านบาท
หมอเสริฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน 3 บริษัท คือ BDMS 18.26% รวมมูลค่า 61,680 ล้านบาท บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 11% มูลค่า 5,503 ล้านบาท และบริษัท โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 62 ล้านบาท และหุ้นที่หมอเสริฐถือปรับตัวสูงขึ้นจาก ปี 2558
ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังคงรักษาแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยไว้ได้อีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังสร้างสถิติใหม่เป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับแสนล้านบาท จาก 5 เครือญาติในตระกูลที่ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 107,918.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 19,831.76 ล้านบาท หรือ 22.51%
ตลอดปี 2559 มีข่าวบริษัทในเครือของหมอเสริฐเข้าซื้อกิจการตลอด เริ่มตั้งแต่ BDMS เข้าซื้อทรัพย์สินทั้งที่ดินและอาคารของบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ มูลค่าประมาณ 1.08 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ประกอบธุรกิจศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท บริษัทใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดภายในของบริษัท การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และ/หรือการออกหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
นอกจากนั้น ลูกสาวของหมอเสริฐ คือ ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทีวีดิจิทัลช่องวัน (ONE) อีกด้วยภายหลังจากกลุ่ม ล่าสุด บริษัท ประนันท์ภรณ์ นิติบุคคล ซึ่งมี ปรมาภรณ์ บุตรสาวของ นพ.ปราเสริฐ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ONE เช่นกัน
บริษัท เดอะ วันฯ เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) 51% และกลุ่มถกลเกียรติ วีรวรรณ 49% ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,905 ล้านบาท เป็น 3,810 ล้านบาท โดยการออกหุ้นเพิ่มทุน 19.05 ล้านหุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 100 บาท ขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม และบริษัท ประนันท์ภรณ์
การขายหุ้นเพิ่มทุนจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง โดยวันที่ 28 ก.พ. 2560 ผู้ถือหุ้นเดิมทั้งสองรายจะสละสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้บริษัท ประนันท์ภรณ์ เข้าซื้อหุ้นแทน จำนวน 5 ล้านหุ้น หรือ 20.79% ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 500 ล้านบาท และในวันที่ 31 พ.ค. 2560 จำนวน 14.05 ล้านหุ้น หรือ 36.88% ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 1,405 ล้านบาท
หลังขายหุ้นสำเร็จ กลุ่มปรมาภรณ์ จะถือหุ้น 50% ส่วน GRAMMY เหลือ 25.50% และกลุ่มถกลเกียรติ ถือหุ้น 24.50% โดยผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายจะเข้าร่วมรับภาระค้ำประกันและภาระหนี้ของกลุ่ม วัน เอ็นเตอร์ไพรส์
ในส่วนของการบริหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ถือหุ้นใหม่จะเน้นลงทุนเพราะเล็งเห็นในโอกาสการเติบโตของช่องวัน ซึ่งที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอด
เศรษฐีคนที่สอง เศรษฐีอันดับที่ 2 ของฟอร์บส์ เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง ทรัพย์สินรวม 4.8 แสนล้านบาท เมื่อได้บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มาเป็นบริษัทในกลุ่มแล้วอยู่ภายใต้บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ได้ประกาศทุ่มหมื่นล้านลุยเปิดสาขามินิบิ๊กซี 200 แห่ง ในปี 2560
BJC เข้าซื้อกิจการ BIGC แล้วเสร็จเมื่อเดือน พ.ค. 2559 สัดส่วน 97.94% ในปี 2560 กลุ่ม BJC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งใช้ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ของบิ๊กซี ประกอบด้วยเปิดสาขามินิบิ๊กซีอีกจำนวน 200 สาขา จากช่วง 9 เดือนแรกที่มีจำนวน 431 สาขา อีกทั้งใช้เปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่อีก 9 สาขา และสาขาบิ๊กซีมาร์เก็ตใหม่อีก 4 สาขา
หลัง BJC เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วในช่วงไตรมาส 3/2559 ได้ปรับกลยุทธ์การขายสินค้าของ BIGC ใหม่ โดยยกเลิกการขายกลุ่มสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าต้นทุนขายหรือกลุ่มสินค้าไม่ทำกำไรทั้งหมด อาทิ กลุ่มสินค้าสุรา บุหรี่ ซึ่งกลุ่มสินค้าดังกล่าวคิดเป็น 15% ของยอดขาย BIGC ซึ่ง ผลของการปรับกลยุทธ์การขายสินค้า ดังกล่าวจะดำเนินเสร็จจนถึงสิ้นไตรมาส 3/2560 หลังจากนั้นจะกลับมามียอดขายเติบโต
การปรับกลยุทธ์ยกเลิกการขายสินค้าไม่ทำกำไร ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยของ BIGC ช่วงไตรมาส 3/2559 เพิ่มขึ้นชัดเจนเป็น 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 12.9% ขณะที่ 9 เดือนแรก ปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยดีขึ้น เป็น 14.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 13.7%
ล่าสุด BIGC ประกาศเข้าลงทุนธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันชีวิต โดยการร่วมทุนกับบริษัท นำทรัพย์พัฒนา 4 (นาทรัพย์) ผ่านการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนบริษัทย่อยของบริษัท ได้แก่ บริษัท บิ๊กซี เซอร์วิสเซส (บิ๊กซี เซอร์วิสเซส) มูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยบริษัท นำทรัพย์ จะถือหุ้นในบิ๊กซี เซอร์วิสเซส ในสัดส่วน 51%:49% ตามลำดับ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจภายในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2560
บิ๊กซี เซอร์วิสเซส ให้บริการธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันชีวิต แต่ไม่จำกัดเพียงการประกอบธุรกิจนายหน้านิติบุคคลประกันวินาศภัยและประนัก ชีวิต โดยการจัดตั้งสำนักงานสาขา ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าภายในห้างค้าปลีกของบิ๊กซีเพื่อดำเนินธุรกิจนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการประกันภัยและประกันชีวิตให้แก่ลูกค้า นำทรัพย์จะสนับสนุนด้านข้อมูลและการให้ความรู้ด้านประกันภัยจากบริษัทประกันชีวิตและหรือประกันวินาศภัยชั้นนำ โดย BIGC จะได้รับประโยชน์ทางตรงจากค่าเช่าพื้นที่ภายในห้างค้าปลีกของบิ๊กซีเพื่อจัดตั้งเป็นสำนักงานสาขา และค่าลิขสิทธิ์จากการใช้แบรนด์ และบิ๊กซี เซอร์วิสเซส จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการให้บริการนายหน้าประกันภัย และค่าการตลาดอื่นๆ
ทั้งนี้ นำทรัพย์เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท ทีซีซี ของเจริญ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางอ้อมของ BIGC และถือหุ้นใน BJC 74.3% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ BJC
นอกจากนั้น กลุ่มเจริญยังเข้าซื้อกิจการและกลายไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) ซึ่งก็ได้กิจการทีวีดิจิทัลไปบริหารด้วย
เศรษฐีคนที่สามเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 2.56 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,574 ล้านบาท หรือ 11% ประกอบด้วย LH 24% มูลค่า 25,589 ล้านบาท และบริษัท แมนดารินโฮเต็ล (MANRIN) 1.36% มูลค่า 11 ล้านบาท ยังคงรักษาอันดับความรวยไว้ที่ อันดับ 5
ปีนี้นอกจากรักษาความรวยไว้ได้ในอันดับเดิม โดยมูลค่าทรัพย์สินราคาไม่ตกแล้ว LH ยังประกาศว่า บริษัท Land and Houses U.S.A. Inc. บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% ได้เข้าซื้ออพาร์ตเมนต์ เดอะยาร์ด ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐ พื้นที่ 0.7 เอเคอร์ เป็นอาคารสูง 21 ชั้น 284 ห้อง มูลค่าประมาณ 4,510 ล้านบาท มีอัตราการเช่าประมาณ 50% โดยใช้เงินทุนของบริษัทและเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์
เศรษฐีคนที่สี่ เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 29,281 ล้านบาท ลดลง 5,999 ล้านบาท ประกอบด้วย หุ้น PS ในสัดส่วน 54% มูลค่า 29,136 ล้านบาท และ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) 0.86% มูลค่า 145 ล้านบาท ตกจากปีก่อนที่เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 2
แม้ว่าปีนี้จะเป็นเศรษฐีที่ราคาสินทรัพย์และอันดับความรวยหุ้นลดลง เพราะมิใช่ปีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ทั้งนี้ PS หรือชื่อภายหลังปรับโครงสร้างการ ถือหุ้น คือ พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) ยังติดอันดับเป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 ดัชนี SET100 และดัชนี SETHD ที่ จะใช้คำนวณในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ด้วย







