
ปี'60เมียนมาแข่งดุ
ธุรกิจปรับตัวรับการค้าเมียนมาใช้มาตรการไม่ใช่ภาษีพุ่งเข้มกฎเหล็กเอฟดีเอกลุ่มอาหารเครื่องดื่ม ชี้กำลังซื้อโต ท่องเที่ยวหนุนเศรษฐกิจ
ธุรกิจปรับตัวรับการค้าเมียนมาใช้มาตรการไม่ใช่ภาษีพุ่งเข้มกฎเหล็กเอฟดีเอกลุ่มอาหารเครื่องดื่ม ชี้กำลังซื้อโต ท่องเที่ยวหนุนเศรษฐกิจ
นายสมเกียรติ ผู้มีชัยวงศ์ ประธานชมรมคลัสเตอร์การค้าไทย เปิดเผยว่า ในปี 2560 ภาพรวมการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในเมียนมาจะมีการแข่งขันสูง หลังจากภาครัฐบาลเมียนมาหันมาปรับกฎระเบียบการค้าใหม่ รวมถึงการใช้มาตรการไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เช่น การขอเครื่องหมายรับรองอาหารและยาหรือ เอฟดีเอในกลุ่มสินค้าอาหารเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ฯลฯ ที่มีขั้นตอนยุ่งยากมากขึ้น เป็นต้น โดยเจ้าของธุรกิจต่างประเทศรวมถึงไทยจะต้องปรับตัวตาม
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นเมียนมาเริ่มเรียนรู้ระบบการทำตลาดสมัยใหม่ โดยนำวิธีการเก็บค่าจีพี (กรอส โปรฟิต) สินค้าที่นำมาวางจำหน่ายในชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 15% หรือมีอัตราแตกต่างออกไปขึ้นอยู่ กับประเภทสินค้าแต่ละรายการ เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกในไทย จากปัจจุบันมีสินค้า ต่างประเทศ โดยเฉพาะหมวดอุปโภคบริโภคที่เข้ามาทำตลาดในเมียนมาสูงขึ้น
“นับจากนี้ไปสินค้าต่างประเทศที่จะเข้าตลาดเมียนมาอาจยากขึ้นที่แม้ว่าจะเป็นสินค้าดีเป็นที่นิยม แต่ก็อาจจะไม่มีพื้นที่รองรับเพียงพอ ด้วยเงื่อนไขใครเข้าก่อนได้ก่อน” นายสมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ามองว่าเมียนมาจะยังเป็นตลาดดาวรุ่งในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) จากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวดีจากกำลังซื้อผู้บริโภคในสินค้าของใช้ประจำวันทั่วไปโตแบบก้าวกระโดด ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยวเมียนมาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 3 ล้านคน เพิ่มขึ้นปี 2553 ที่มีเพียง 1 แสนคน
ทั้งนี้ จากแนวโน้มดังกล่าวคาดว่ากำลังซื้อในเมียนมาจะยังมีความต้องการสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการในภาคธุรกิจบริการตามมาเพื่อรองรับความต้องการของจำนวนนักท่องเที่ยว และผลักดันให้เมืองรองอื่นๆ ของเมียนมาขยายตัวตาม เช่น ตองยีและเมาะลำไยที่เชื่อมต่อไปยังเมียนมาตอนใต้อย่างเมืองมะริดและทวาย
อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเป็นทางการครบรอบ 1 ปี มองว่าแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนต่างหันมารับมือการแข่งขันทางการค้าด้วยการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น เพื่อปกป้องตลาดสินค้าท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ซึ่งมองว่าการทำตลาดเออีซีนับจากปี 2560 จะมีความยากลำบากมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจต้องเกาะกระแสทิศทางอย่างต่อเนื่อง







