
จี้เอาผิดกสทช. ละเลยคิดค่าโทร
เครือข่ายผู้บริโภคร้อง ป.ป.ช.สอบ กสทช.ไม่บังคับค่ายมือถือคิดค่าโทรตามจริง ทำผู้บริโภคเสียหาย 1.8 หมื่นล้าน
เครือข่ายผู้บริโภคร้อง ป.ป.ช.สอบ กสทช.ไม่บังคับค่ายมือถือคิดค่าโทรตามจริง ทำผู้บริโภคเสียหาย 1.8 หมื่นล้าน
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 เครือข่ายผู้บริโภค นำโดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีไม่บังคับผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz สองราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
น.ส.สารี กล่าวว่า กสทช.นอกจากจะไม่สามารถบังคับให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามมติ กทค.แล้ว กลับเสนอให้ที่ประชุม กทค.พิจารณาทบทวนมติดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคมากกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลา 7 เดือน นับแต่มติ กทค.ออกมา ซึ่งการที่ กสทช.ปฏิบัติล่าช้าหรือไม่ปฏิบัติตามมติ กทค. จึงอาจเข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบ
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.มีมติเห็นชอบอนุมัติโอนเงินงบประมาณปี 2559 กว่า 922 ล้านบาท เข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในกรณีที่มีการชำระค่านำช่องสัญญาผ่านผู้ให้บริการดาวเทียม ที่เป็นการเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้เป็นการทั่วไป (มัสต์แครี) ซึ่งผู้ประกอบการฟรีทีวี 26 ช่อง ที่ออกอากาศอยู่ในปัจจุบันให้กับผู้ประกอบการโครงข่ายบริษัท ไทยคม และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อให้เป็นไปตามประกาศกฎมัสต์แครีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44
นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 จำนวน 5,485 ล้านบาท ลดลง 3.32% เทียบกับงบประมาณรายจ่ายปี 2559 ที่มีมูลค่า 5,673 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่จำเป็นขั้นต่ำจำนวน 1,996 ล้านบาท รายจ่ายที่ผูกพันต่อเนื่องมาจากปี 2559 จำนวน 641 ล้านบาท งบประมาณรายจ่ายแผนงานโครงการใหม่ จำนวน 1,972 ล้านบาท เป็นต้น







