
ปีแห่งข่าวร้าย-ลงทุนหุ้นไทยกำไรเกือบ20%
ปี 2559 เป็นปีที่ตลาดทุนไทยเต็มไปด้วยข่าวร้าย ที่สร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้น แต่ดัชนีหุ้นไทยก็ยังขึ้นสูงสุดเกือบ 20% โดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ปี 2559 เป็นปีที่ตลาดทุนไทยเต็มไปด้วยข่าวร้าย ที่สร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้น แต่ดัชนีหุ้นไทยก็ยังขึ้นสูงสุดเกือบ 20% โดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย
สถานการณ์แรก ข่าวร้ายในประเทศฉุดดัชนี ต้นเดือน ต.ค.ปัจจัยในประเทศฉุดหุ้นป่วนทุบสถิติ 41 ปี มูลค่าซื้อขาย 1.3 แสนล้านบาท 3 วัน ดิ่งสุด 98 จุด นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้น 3 วัน สูญ 9.55 แสนล้านบาท
ตลาดหุ้น-ตลาดเงิน และตลาดตราสารหนี้ป่วน หลังนักลงทุนทิ้งหุ้นกดดัชนีหุ้นไทยดิ่งแบบไร้แรงรับ ลงไปต่ำสุดที่ 1,343.13 จุด ลดลง 99.08 จุด และเด้งมาปิดที่ 1,406.18 จุด ลดลง 36.03 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.3 แสนล้านบาท ทำลายสถิติสูงสุดรอบ 41 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2518
ทั้งนี้ สัปดาห์นี้หุ้นไทยดิ่งติดต่อกัน 3 วัน ดัชนีหายไป 98.16 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หายไป 9.55 แสนล้านบาท
ช่วงที่หุ้นดิ่งแรงเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี พุ่งขึ้นจาก 1.94% ขึ้นไป 2.02% จากราคาพันธบัตรที่ลดลง ต่างชาติขายทั้งวัน 8,798.58 ล้านบาท ดัชนีปรับตัวลดลงแรงจากปัจจัยกดดันหลักจากความกังวลปัจจัยภายในประเทศ รวมถึงมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากต่างประเทศจากประเด็นการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นไทยออกมาด้วย
สุดท้ายเดือน ธ.ค. 2559 ดัชนียังคงยืนอยู่ได้ในระดับเหนือ 1,500 จุด สภาพคล่องขึ้นเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 53,208 ล้านบาท (ณ วันที่ 15 ธ.ค.) และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ตลาดหุ้นไทยได้ขึ้นเป็นอันดับ 2 แซงหน้ามาเลเซียเป็นครั้งแรก จากปีก่อนอยู่อันดับ 3
หมอเสริฐรวบแชมป์เศรษฐีหุ้น
สถานการณ์ที่สอง หมอเสริฐแชมป์เศรษฐีหุ้น วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ผลการจัดอันดับปี 2559 ปรากฏว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุด 67,245 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879 ล้านบาท
หมอเสริฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน 3 บริษัท คือ BDMS 18.26% รวมมูลค่า 61,680 ล้านบาท บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 11% มูลค่า 5,503 ล้านบาท และบริษัท โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 62 ล้านบาท และหุ้นที่หมอเสริฐถือปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2558
ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังคงรักษาแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยไว้ได้อีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังสร้างสถิติใหม่เป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับแสนล้านบาท จาก 5 เครือญาติในตระกูลที่ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 107,918.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 19,831.76 ล้านบาท หรือ 22.51%
เศรษฐีกว้านซื้อกิจการ
สถานการณ์ที่สาม เศรษฐีกว้านซื้อกิจการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ของหมอเสริฐ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทและบริษัทย่อยเข้าซื้อที่ดินบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จำนวนเนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประกอบด้วย อาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ อาคาร Promenade และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว จากสัณหพิศ สมบัติศิริ และพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.08 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ชำระเงินมัดจำไปแล้ว 1,080 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2559 ส่วนที่เหลือบริษัทจะชำระในวันรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณไตรมาส 2/2560
บริษัทมีแผนที่จะนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปพัฒนาโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร BDMS Wellness Clinic ซึ่งเป็นโครงการแรกในเอเชีย เชื่อว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากความพร้อมทางด้านการให้บริการทางการแพทย์ที่มีอยู่ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการทางการแพทย์และจากโครงการความร่วมมือกับสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำต่างๆ ผสมผสานกับจุดเด่นของประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการให้บริการ เพื่อให้ธุรกิจศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรนี้ จะเป็นธุรกิจที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
ทั้งนี้ ได้กำหนดงบประมาณลงทุนและปรับปรุงทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจดังกล่าวประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนเงินที่จะใช้ในการซื้อทรัพย์สินในครั้งนี้ มาจากกระแสเงินสดภายในบริษัท การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน การออกหุ้นกู้ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ คาดว่าการกู้ยืมหรือการออกหุ้นกู้จะไม่มีเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัท
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังอนุมัติการจัดตั้งบริษัทย่อยซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ภายใต้ชื่อบริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic Company Limited) โดยมีทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อและรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินโครงการ BDMS Wellness Clinic
บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า BDMS Wellness Clinic จะได้รับการตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จ เพราะแนวคิดด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งพบเห็นได้จากการตื่นตัวของกระแสรักษ์สุขภาพ ทั้งในด้านโภชนาการ และอาหารเสริม การออกกำลังกาย และการใช้บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย ในส่วนของโรงพยาบาลในเครือของบริษัท ก็พบว่ามีผู้มารับบริการทางการแพทย์ในด้านที่เกี่ยวข้องกับกระแสดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับผู้ถือหุ้น BDMS คือ นพ.ปราเสริฐ และภรรยา ถือหุ้นมากที่สุด 17.56% ทั้งครอบครัว รวม 22.38% วิชัย ทองแตง และภรรยา และครอบครัว รวม 10.74% บริษัท การบินกรุงเทพ และบริษัท บางกอกแอร์เวย์สโฮลดิ้ง 7.83% เป็นต้น
นพ.ปราเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS กล่าวว่า บริษัทจะเป็นผู้เล่นด้านเวลล์เนสเซ็นเตอร์ที่ติดอันดับ 1-10 ของอาเซียน แต่ต้องดูหลายปัจจัยประกอบ เช่น รายได้ จำนวนเตียง กำไร และยังต้องติดตามว่าภายในปี 2561 บริษัทจะมีรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท หรือไม่ เพราะสถานการณ์ตลาดยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าซื้อที่ดินและอาคารของโครงการปาร์คนายเลิศเพื่อพัฒนาเป็นโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร บีดีเอ็มเอส เวลล์เนส คลินิก มีจุดเด่นต่างจากเวลล์เนสเจ้าอื่นในประเทศไทย คือ มีคลินิกที่ใช้เพื่อการรักษา ขณะที่รายอื่นมีเพียงการดูแลเรื่องสปา อาหาร เป็นต้น
“ตามแผนบริษัทตั้งเป้ามีโรงพยาบาลทั้งสิ้น 50 แห่ง ปัจจุบันมีอยู่แล้ว 45 แห่ง ขณะที่ธุรกิจผลิตยานั้นได้ให้ความร่วมมือในส่วนของการทำยาฉีดร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและกองทุนลดาวัลย์ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลในเครือใช้ยาที่บริษัทผลิตเองกว่า 10% และไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้ยาที่ผลิตเองในสัดส่วนเท่าใด” ปราเสริฐ กล่าว
เศรษฐีไล่ซื้อกิจการ
สถานการณ์ที่ 4 เศรษฐีไล่ซื้อกิจการ กลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าซื้อกิจการของบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในอมรินทร์และได้กิจการทีวีดิจิทัลไปบริหารด้วย ในขณะที่บริษัท ประนันท์ภรณ์ นิติบุคคล ซึ่งมี ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ บุตรสาวของ นพ.ปราเสริฐ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทีวีดิจิทัลช่องวัน (ONE) เช่นกัน
ทั้งนี้ บริษัท เดอะ วันฯ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ถือหุ้น 51% และกลุ่มถกลเกียรติ วีรวรรณ ถือหุ้น 49% ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,905 ล้านบาท เป็น 3,810 ล้านบาท โดยการออกหุ้นเพิ่มทุน 19.05 ล้านหุ้น มูลค่าที่ (พาร์) ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม และบริษัท ประนันท์ภรณ์
การขายหุ้นเพิ่มทุนจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง โดยวันที่ 28 ก.พ. 2560 ผู้ถือหุ้นเดิมทั้งสองรายจะสละสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้บริษัท ประนันท์ภรณ์ เข้าซื้อหุ้นแทน จำนวน 5 ล้านหุ้น หรือ 20.79% ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 500 ล้านบาท และในวันที่ 31 พ.ค. 2560 จำนวน 14.05 ล้านหุ้น หรือ 36.88% ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 1,405 ล้านบาท
หลังขายหุ้นสำเร็จ กลุ่มปรมาภรณ์ จะถือหุ้น 50% ส่วน GRAMMY เหลือ 25.50% และกลุ่มถกลเกียรติ ถือหุ้น 24.50% โดยผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายจะเข้าร่วมรับภาระค้ำประกันและภาระหนี้ของกลุ่ม วัน เอ็นเตอร์ไพรส์
ถกลเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ถือหุ้นใหม่จะเน้นลงทุนเพราะเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของช่องวัน ที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอด อีกทั้งเชื่อมั่นในการบริหารงานของทีมงานช่องวัน
นอกจากนั้น กลุ่มเจริญใช้บริษัทในเครือ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ทุ่มเงิน 2.1 แสนล้านบาท เข้าซื้อกิจการ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) แล้วเสร็จเมื่อเดือน พ.ค. 2559 สัดส่วน 97.94%
ในปี 2560 กลุ่มได้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งใช้ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ของบิ๊กซี ประกอบด้วยเปิดสาขามินิบิ๊กซีอีกจำนวน 200 สาขา จากช่วง 9 เดือนแรกที่มีจำนวน 431 สาขา อีกทั้งใช้เปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่อีก 9 สาขา และสาขาบิ๊กซีมาร์เก็ตใหม่อีก 4 สาขา







