posttoday
ส่องโมเดลถ่านหิน เปิดมุมมองชาวกระบี่

ส่องโมเดลถ่านหิน เปิดมุมมองชาวกระบี่

26 ธันวาคม 2559

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

แม้รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะประกาศชัดเจนให้ชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ออกไป ภายหลังยังมีการต่อต้านจากกลุ่มคนบางกลุ่มถึงความไม่เหมาะสม ด้วยเกรงจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง

แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในระยะแรก รวม 2,800 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา 2,000 เมกะวัตต์ ยังคงมีความพยายามทำความเข้าใจกับภาคสังคมถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเกลี่ยเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความสมดุล ซึ่งถ่านหินเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่เลือกมาทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ

วิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องรอผลการสำรวจประชามติรอบใหม่ของประชาชนในพื้นที่ จ.กระบี่ อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและอยากให้คนในพื้นที่เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตอบแบบสอบถามจริงๆ

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ยังยืนยันว่าภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่มารองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5-6% เนื่องจากปัจจุบันมีกำลังผลิตในพื้นที่เพียง 3,089 เมกะวัตต์ และในจำนวนดังกล่าวเป็นโรงไฟฟ้าประเภท Non-Firm 324 เมกะวัตต์ ทำให้เหลือกำลังผลิตที่ต้องรักษาความมั่นคงในระบบเพียง 2,747 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 3,238 เมกะวัตต์

สำหรับข้อกังวลโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.จะนำมาใช้เทียบระดับสากล เรียกว่า Ultra-Super Critical เหมือนกับโรงไฟฟ้าฮิตาชิ
นากะ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต 2,000 เมกะวัตต์ โดยสามารถควบคุมมลภาวะทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่น  นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพายังได้ติดตั้งเครื่องกำจัดปรอท หรือ ACI เพิ่มเติม เพื่อคลายความวิตกกังวลของชุมชนในพื้นที่ แม้ว่าถ่านหินจะนำมาจากแหล่งเดียวกับโรงไฟฟ้าฮิตาชินากะ คือ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ก็ตาม

นอกจากนี้ การจัดการด้านชุมชน กระบวนการของประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่จะทำให้ชุมชนมีรายได้ สามารถนำไปพัฒนาท้องถิ่นหรือใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตลอดอายุของโรงไฟฟ้า เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันถึง 34% มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 90 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 4.6 หมื่นเมกะวัตต์ และมีแผนจะก่อสร้างอีก 20 แห่ง กว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ สิ่งสำคัญ ญี่ปุ่นสามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้โดยไม่มีการต่อต้านจากชุมชน อย่างตลาดปลานาคามินาโตะ ซึ่งอยู่ห่างโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 20 กิโลเมตร ผู้ค้าปลาและประชาชนเห็นว่า โรงไฟฟ้าไม่มีผลกระทบต่ออาหารปลาและอากาศในพื้นที่ และยังช่วยให้เมืองมีรายได้เพียงพอต่อการสร้างสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ถนน โรงพยาบาล เป็นต้น

สึเนะโยชิ คาซามิ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนฮิตาชินากะ กล่าวว่า บริษัท เทปโก้ เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าดูแลการผลิตและจ่ายไฟฟ้าในเขตคันโต ซึ่งรวมถึงกรุงโตเกียว โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิ ห่างกรุงโตเกียวราว 130 กิโลเมตร พื้นที่โรงไฟฟ้าเกิดจากการถมทะเล ซึ่งเพียงพอสำหรับโรงไฟฟ้า 2 โรง กำลังผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ รวมกัน 2,000 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 1 และ 2 เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2546 และ 2556 ตามลำดับ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าใช้เทคโนโลยี Ultra Super Critical และใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงวันละ 1.6 หมื่นตัน ขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และรัสเซีย ลานกองถ่านหินสามารถสำรองถ่านได้ถึง 8 แสนตัน สำหรับขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าจะนำไปถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ทำเป็นท่าเทียบเรือ และได้เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 3 ขนาดกำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในระหว่างปรับพื้นที่ก่อสร้างและมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2564

ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีการควบคุมมลภาวะตามที่ได้ตกลงกับชุมชน ทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่น ซึ่งดีกว่าค่ามาตรฐานตามกฎหมาย  3-5 เท่า ทำให้ไม่มีปัญหากับชุมชนตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่เปิดดำเนินการมา ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้ายังดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเตรียมนำเศษไม้มาผสมใช้เป็นเชื้อเพลิงบางส่วน เพื่อช่วยให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงในประเทศและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกทางหนึ่ง

สำหรับประโยชน์ที่ท้องถิ่นมีการจัดสรรงบประมาณที่โรงไฟฟ้ามอบให้ 1.4% ของเงินลงทุนโครงการ รวมทั้งจ่ายภาษีให้แก่เมืองและรัฐบาลตามปกติ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ายังรับคนในพื้นที่เข้ามาทำงานในเวลาดำเนินงานปกติราว 200 อัตรา และในช่วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากว่า 1,000 คน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน