
บริษัทไทยกับการลงทุนในต่างประเทศ กฎหมายเอื้ออำนวยแค่ไหน
....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ผมเคยเขียนบทความเรื่องวิกฤตการเงินโลก : โอกาสของธุรกิจไทย เมื่อคราวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่สหรัฐและยุโรปไว้ว่า บริษัทไทยควรจะเตรียมการศึกษาการซื้อขายควบรวมกิจการในต่างประเทศโดยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส รวมทั้งเคยเขียนถึงการเปิดเสรีการค้าการลงทุนในภูมิภาค ดังนั้นการไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทไทยมีความจำเป็นในการแข่งขันเพื่อขยายตลาดและกิจการ ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทพลังงาน เช่น ปตท. ปตท.สผ. กลุ่ม Petrochem บริษัท พฤกษา และกลุ่ม Minor ในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ก็ได้ไปลงทุนในต่างประเทศ
เร็วๆ นี้ท่านผู้อ่านคงจะได้รับทราบข่าวของบริษัทในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บ้านปู บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ที่ได้ไปซื้อกิจการในต่างประเทศ บทความตอนนี้จะมุ่งกล่าวถึงประเด็นกฎหมายและภาษี ว่าโครงสร้างกฎหมายปัจจุบันเอื้ออำนวยให้บริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพียงใด
โดยทั่วไปรูปแบบของการลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศนั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบ คือ
1.ไปใหม่จัดตั้งบริษัทขึ้นในต่างประเทศโดยลงทุนตั้งผ่านบริษัทโฮลดิง (ในต่างประเทศ) หรือบริษัทในประเทศไทยไปถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งใหม่ที่จะประกอบกิจการโดยตรง
2.เข้าร่วมลงทุนทำสัญญาร่วมทุน (Joint Venture Agreement) กับพันธมิตรต่างประเทศในการที่จะตกลงอัตราส่วนกัน
3.การซื้อหุ้นหรือการซื้อทรัพย์สิน หรือการควบกิจการของกิจการต่างประเทศที่มีอยู่เดิม
โดยประเด็นต่างๆ นั้น มีข้อพิจารณาที่จะต้องดูทั้งกฎหมายและภาษีทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ
บทความฉบับนี้ผมจะพูดถึงประเด็นของกฎหมายไทยว่า การที่จะไปลงทุนในต่างประเทศนั้น มีประเด็นกฎหมายและภาษีที่บริษัทไทยจะต้องพิจารณาในเรื่องใดบ้าง และเรื่องใดที่ยังคงเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมให้บริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศ
1.กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในอดีตนั้นบริษัทไทยที่จะส่งเงินไปลงทุนในต่างประเทศนั้น จะต้องขออนุญาตผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้บริษัทไทยหรือคนไทยสามารถนำเงินไปลงทุนเป็นค่าซื้อหุ้น หรือเป็นเงินกู้ให้กับบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศที่ตนเองถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ได้ถึงจำนวนเงิน 100 ล้านบาทต่อปี โดยไม่ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง เพียงแต่ไปยื่นเรื่องไว้กับธนาคารพาณิชย์ที่จะอนุญาตได้ในนามของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะต้องอธิบายเหตุผลว่าเหตุใดต้องไปลงทุนในต่างประเทศ
ปัจจุบันนักลงทุนไทยยังไม่สามารถไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้โดยตรง เว้นแต่จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมส่วนบุคคล ดังนั้นจึงต้องเป็นการลงทุนในกิจการที่แท้จริง เช่น การซื้อหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการอยู่แล้ว หรือจะตั้งบริษัทใหม่ หรือตั้งบริษัทใหม่เพื่อซื้อทรัพย์สินเพื่อมาประกอบกิจการ
2.การจัดโครงสร้างของบริษัทที่ไปลงทุน อาจจะเป็นการถือหุ้นโดยตรงในบริษัทประกอบการ หรือถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิง(ในต่างประเทศ) แต่ต้องดูกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศต่างๆ ที่จะไปลงทุนด้วยว่า ในประเทศที่บริษัทจะไปลงทุนนั้นมีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (เช่นเดียวกับเมืองไทย) หรือไม่ (ถือหุ้นได้แค่ไหน) มีข้อจำกัดอย่างไร และจะต้องพิจารณาประเด็นกฎหมายและภาษีของไทยประกอบไปด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวมีผลในเรื่องภาษีที่แตกต่างกันพอสมควร ทั้งนี้จะได้กล่าวไว้ในข้อต่อไป โดยจะต้องพิจารณาถึงภาระภาษีเงินได้ของประเทศที่ไปลงทุนเสียก่อนด้วย
3.การพิจารณาเรื่องของภาระภาษีเงินได้ของบริษัทที่ประเทศไทยไปลงทุน รวมทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศนั้น ว่าหากต้องมีการชำระเงินให้แก่บริษัทไทยที่จะได้รับในอนาคต โดยต้องเปรียบเทียบว่าการลงทุนในประเทศใดมีอัตราภาษีใดที่ถูกที่สุด เช่น ถ้าเราไปลงทุนผ่านประเทศสิงคโปร์ อัตราภาษีก็จะเป็นประเทศสิงคโปร์ 17% ประเทศฮ่องกง 16.5% และประเทศมาเลเซีย 25% ซึ่งจะเห็นได้ว่าถูกกว่าประเทศไทย หรือการไปลงทุนในต่างประเทศโดยผ่านบริษัทโฮลดิงในประเทศที่เป็นสวรรค์ของผู้เสียภาษี หรือ Tax Haven Country เช่น BVI, Cayman, Mauritius ก็อาจจะไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีในอัตราถูกมาก นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่าเมื่อบริษัทต่างประเทศที่ไปลงทุนจะจ่ายเงินคืนให้บริษัทในไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าบริการ ค่าสิทธิ จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร หรือไม่ และบริษัทต่างประเทศที่ไปลงทุนนั้น มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยเพื่อการจะลดหรือยกเว้นภาษีหรือเครดิตภาษีหรือไม่ อย่างไร และควรพิจารณาดูว่ากิจการที่ไปลงทุนนั้นมีสิทธิพิเศษทางภาษีหรือไม่ ทำนองเดียวกับบริษัท BOI ของไทยหรือไม่







