posttoday
ระมัดระวังลงทุน

ระมัดระวังลงทุน

22 ธันวาคม 2559

ตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ทำให้นักลงทุนแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ผลักดันให้ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุน้อยกว่า 270 วัน อย่างตั๋วแลกเงิน หรือบี/อี  ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ประเภทอื่น ยิ่งบี/อีที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ยิ่งผลตอบแทนสูง ซึ่งภายใต้ผลตอบแทนที่สูงนั้นก็มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้ตามไปด้วย

ตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ทำให้นักลงทุนแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ผลักดันให้ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุน้อยกว่า 270 วัน อย่างตั๋วแลกเงิน หรือบี/อี  ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ประเภทอื่น ยิ่งบี/อีที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ยิ่งผลตอบแทนสูง ซึ่งภายใต้ผลตอบแทนที่สูงนั้นก็มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้ตามไปด้วย

แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนมาเป็นระยะ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งความโลภนี้ได้ จนกระทั่งสิ่งที่เตือนไว้กลับกลายเป็นจริงเมื่อเกิดปรากฏการณ์เบี้ยวหนี้บี/อีของบริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ (KC)

ก่อนที่ KC จะผิดนัดชำระหนี้ ผู้สอบบัญชีได้แสดงความไม่เชื่อมั่นในงบการเงินไตรมาส 3 สะท้อนผ่านการแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นอกจากนั้น ตลท.ยังจี้ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในข้อสงสัยของผู้สอบบัญชีให้นักลงทุนรับทราบเป็นระยะมาแล้วด้วย

โชคดีผู้ที่จะลงทุนในบี/อี มีเงินและมีความรู้ระดับหนึ่งที่พร้อมจะยอมรับความเสี่ยงนี้ได้ ทั้งนักลงทุนที่เป็นคนรวย และกองทุน ที่มีวิธีจัดการความเสี่ยง แต่ก็ได้สร้างความตื่นตระหนกให้นักลงทุนที่มีตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ในมือจนสายโทร.ของผู้บริหารสมาคมตราสารหนี้ไทยแทบไหม้ ภายหลังเกิดการเบี้ยวหนี้ขึ้นรายเดียว

บทเรียนของบี/อีรายนี้ทำให้ตลาดเรียนรู้ได้ว่า ถ้าจะลงทุนไม่ควรพิจารณาแค่ผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ควรวิเคราะห์งบการเงิน และการบริหารจัดการของบริษัทด้วย ถ้าจะให้ปลอดภัยควรลงทุนในตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียน และได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับ BBB ขึ้นไป หรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมถ้าไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์และข้อมูล

9 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทอสังหาริมทรัพย์นับว่าเป็นผู้ออกตราสารหนี้ระยะสั้นที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตราสารหนี้ไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากบริษัทพลังงาน คิดเป็นมูลค่า 8.3 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ออกทั้งหมด 1.09 แสนล้านบาท

ที่สำคัญ บริษัทอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นผู้ออกตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตราสารหนี้ไทยมากที่สุด มูลค่าถึง 4.1 แสนล้านบาท

9 เดือนแรกปีนี้ในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกมาทั้งหมด 1.4 ล้านบาท 61% เป็นบี/อี ด้านมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ระยะสั้นภาคการผลิตที่ขึ้นทะเบียน 2.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบี/อีถึง 87%

บี/อีที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตได้เพิ่มขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2555 ที่อยู่ที่เพียง 1.9% เพิ่มเป็น 26.8% ของบี/อีทั้งหมดเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

สิ้นเดือน ส.ค. 2559 ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่จัดอันดับเครดิตเพิ่มเป็น 41% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งหมด นับว่าเพิ่มจากเดือน เม.ย. 2559 ที่อยู่ที่เพียง 22%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน