posttoday
คืนดีโดยไม่ปฏิรูปแบบแท้จริงเป็นไปได้หรือ Reconcile Without Reform?

คืนดีโดยไม่ปฏิรูปแบบแท้จริงเป็นไปได้หรือ Reconcile Without Reform?

31 สิงหาคม 2553

....ธีระ ภู่ตระกูล

ในช่วงที่เขียนบทความนี้ รัฐบาลเพิ่งต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปอีก 3 เดือน ผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะชีวิตของคนกรุงเทพฯ ซึ่งรวมผมด้วย ก็เริ่มที่จะกลับเข้าสู่ปกติแล้ว นอกจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ดำเนินการเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลิปเปอร์พบว่า กองทุนตราสารทุนของไทยมีผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 9 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และร้อยละ 31 สำหรับช่วง 1 ปีที่สิ้นสุดเดือน มิ.ย. 2553 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง หรือความคิดผมกำลังเล่นเกมกับผมอีก

สำหรับคนที่มองโลกในแง่ดี ผมอยากจะคิดว่าเรากลับอยู่ในภาวะปกติแล้ว และธุรกิจก็กำลังดำเนินไปอย่างปกติอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จิตใต้สำนึกผมยังเตือนว่ามีบางอย่างที่ยังไม่ถูกต้อง และเรากำลังอยู่ในภาวะโกหกตัวเอง ต้องยอมรับว่าได้มีการดำเนินการประนีประนอมโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการ (อีกแล้ว) ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหน้าเดิมๆ ขึ้นมาเพื่อค้นคว้าความต้องการของคนไทย คณะกรรมการเหล่านี้มีเวลาทำงานแบบไม่รีบร้อน 3 ปี ที่ต้องหาคำตอบและเสนอคำแนะนำ และมีงบประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ซึ่งรวมถึงงบประมาณทั้งหมด 600 ล้านบาท จะเป็นรายจ่ายที่คุ้มค่าหรือไม่ ผมว่ายาก เมื่อปี 2548 ได้มีการตั้งคณะกรรมการคล้ายชุดปัจจุบัน โดยมีบุคคลเดิมๆ อยู่ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อจะศึกษาความวุ่นวายในภาคใต้ คำแนะนำของคณะกรรมการดังกล่าวถูกละเลยเสียส่วนใหญ่ และความขัดแย้งในภาคใต้ก็ไม่มีทีท่าจะจบลง ถึงแม้ว่ามีการบริหารพื้นที่ภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉินมาเป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้ยังมีลู่ทางที่ง่ายกว่าที่จะทราบความต้องการของคนไทยอย่างมีระบบได้อีกวิธีหนึ่งคือ การเลือกตั้ง

ระหว่างที่คณะรัฐบาลปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นวิธีหนึ่งในการเอาชนะใจของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ประเทศของเรากำลังถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในภาวะการเงินที่ย่ำแย่เพิ่มขึ้น งบประมาณประจำปี 2554 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ระบุว่า จะมีรายจ่ายสูงถึง 2.07 ล้านล้านบาท และจะขาดดุลงบประมาณ 4.2 แสนล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 4.1 ของ GDP และจะเป็นปีที่ 5 ที่มีงบประมาณขาดดุล ข้ออ้างที่เริ่มจะฟังไม่ขึ้นคือ มีความจำเป็นต้องจ่ายสูงเช่นนี้เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ นอกจากนี้โครงการเลียนแบบการตอบแทนประชาชนที่ได้เริ่มจากสมัยรัฐบาลทักษิณ อาทิ รถเมล์และรถไฟฟรีสำหรับคนจน และการขึ้นเงินเดือนและเงินรางวัลสำหรับข้าราชการ เป็นโครงการที่ไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อัตราการใช้จ่ายในปัจจุบันจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 57 ของ GDP ภายในปี 2556 (สูงขึ้นจากร้อยละ 42 ในเดือน มี.ค. 2553) และก่อนที่เราจะรู้ตัว ภาวะหนี้ของเราจะเริ่มเลวร้ายพอกับของสเปน (กรุณาดูชาร์ตด้านบน) และต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และจะไม่มีใครมาช่วยเหลือเนื่องจากเรากำลังใช้จ่ายเกินความสามารถ หลายปีหลังจากฟองสบู่แตกในปี 2540 หนี้สาธารณะมีอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 62 ของ GDP เนื่องจากรัฐบาลมีภาระที่ต้องช่วยผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของธนาคารที่ได้ล้มลง และอัตราดังกล่าวได้ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 37 ภายหลังจากที่เศรษฐกิจได้เริ่มฟื้นตัว

ในช่วงปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยายามสร้างป้อมเพื่อปกป้องภาคธุรกิจการเงินของประเทศ ซึ่งปรากฏว่าในช่วงเวลาที่ตลาดเงินในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มชะลอตัวลงในปี 2551 นักลงทุนต่างๆ ก็ได้พยายามหาแหล่งลงทุนที่มีคุณภาพ ทำให้มีทุนไหลเข้าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีธนาคารที่มีความมั่นคงและมีทุนสูง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจการเงินในประเทศจากนโยบายการเงินที่รอบคอบ ก็ยังไม่สามารถปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจภายนอกได้ จุดอ่อนของประเทศไทยคือ เราพึ่งความต้องการจากภายนอกมากเกินไป อาทิ การส่งออก และนโยบายที่น่าเศร้าของการปรับอัตราการขยายตัวของความต้องการภายในประเทศและการลงทุนให้สมดุลมากขึ้น เป็นสิ่งที่มีแต่การพูด แต่ไม่ได้ทำ

ธนาคารโลกเคยแนะนำว่า นอกเหนือจากการพยายามขยายความต้องการภายในประเทศ นโยบายการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มั่นคงต้องคำนึงถึงปัจจัย ดังนี้

1.ลดต้นทุนในการทำธุรกิจโดยการพึ่งพาอาศัยเงินลงทุนใน “Hardware” (โครงการสาธารณูปโภค) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาใน “ซอฟต์แวร์” (ระเบียบดีขึ้น) การกระทำเช่นนี้จะเพิ่มการลงทุนในประเทศ

2.เพิ่มอัตราการบริโภคภายในประเทศ โดยการสร้างหลักประกันทางสังคมให้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนลดการออมแบบระมัดระวังเพื่อหันไปมองการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น (ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น)

3.สนับสนุนให้เพิ่มกำลังผลิตภาคอุตสาหกรรมการบริการ โดยเพิ่มการแข่งขันและปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย ซึ่งรวมถึงให้มีการแลกเปลี่ยนในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมากขึ้น

สำหรับระดับรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมไม่ปฏิเสธว่าเป็นปัญหาจริง

ประมาณร้อยละ 20 ของผู้ที่มีรายได้สูงสุด จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ประมาณร้อยละ 69 ของสินทรัพย์ในประเทศ และร้อยละ 20 ของบุคคลที่มีรายได้ต่ำสุด เป็นเจ้าของเพียงร้อยละ 1 ของทรัพย์สินทั้งหมด หรือจะพูดอีกแบบคือ ร้อยละ 1 ของประชากร ครอบครองทรัพย์สินของประเทศมากกว่าครึ่ง

ในส่วนของครอบครัวชาวนา ประมาณร้อยละ 20 จะไม่ได้ครอบครองที่ดิน และประมาณ 1–1.5 ล้านครอบครัว จะเป็นเพียงผู้อาศัย หรือกำลังประสบปัญหาจากที่ดินที่ไม่เหมาะสม

ในด้านของการแบ่งรายได้ ร้อยละ 20 ของผู้ที่มีรายได้สูงสุด จะมีรายได้มากกว่าร้อยละ 50 ของ GDP ส่วนร้อยละ 20 ของผู้ที่มีรายได้ต่ำสุด จะมีรายได้เพียงร้อยละ 4 ของ GDP เท่านั้น นอกจากนี้รายได้ของร้อยละ 20 ของผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุด จะอยู่ที่ประมาณ 1,443 บาทต่อเดือน หรือเท่ากับเส้นแบ่งความยากจน (Poverty Line)

ช่องระหว่างครอบครัวที่ร่ำรวยกับครอบครัวที่ยากจน อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด

แต่เพื่อความยุติธรรมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รายได้ของคนทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นเท่ากัน กล่าวคือ ประมาณร้อยละ 9 ต่อปี หรือจะพูดอีกแบบคือทุกคนร่ำรวยขึ้น แต่ช่องว่างก็ยังเท่าเดิม และสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันมีความเกี่ยวพันกับความแตกต่างในระดับรายได้ที่สูงขึ้น และความไม่เท่าเทียมทางภูมิศาสตร์

การลดช่องว่างสามารถทำได้โดยให้กลุ่มรายได้น้อยมีอัตราการเจริญเติบโตของรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้สูง มิฉะนั้นเราก็จะไม่สามารถจะลดช่องว่างดังกล่าวได้ สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นในบราซิลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าการโอนเงินช่วยได้มาก รัฐบาลบราซิลจ่ายเงินเดือนให้กับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และอนุญาตให้ส่งลูกไปโรงเรียนนานขึ้น มีบทเรียนที่เป็นไปได้อยู่สองอย่างสำหรับประเทศไทย หนึ่ง การให้เงินเปล่า (Cash Handouts) ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ตามที่เคยทำมาไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สิ่งที่เหมาะสมคือให้คนสามารถช่วยเหลือตนเอง ตัวอย่างของนโยบายการถ่ายโอนของรัฐบาลคือนโยบายเงินบำนาญสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับสวัสดิการสังคม นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายหลักคือกลุ่มที่ถูกทอดทิ้งโดยนโยบายอื่น และสอง ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ด้อยโอกาส การเข้าสู่ระบบการศึกษาในประเทศไทยไม่ได้เป็นปัญหาเหมือนในบราซิล เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะมุ่งสนับสนุนนโยบายในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการวิจัย และนโยบายการศึกษาอื่นๆ เพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ปัจจุบันกำลังมีการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีความเหมาะสมและยุติธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มรายได้ โดยขยายฐานผู้เสียภาษี ริเริ่มการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีเงินกำไร (Capital Gain Tax) และภาษีดอกเบี้ย ทฤษฎีนี้ดูดีมาก แต่ในความเป็นจริงกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุดคือ กลุ่มเงินเก่า และกลุ่มนักการเมืองที่มีอำนาจสูง ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในการที่จะให้คนรวยจนลงโดยการเก็บภาษีเพื่อจะให้มีความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคมมากขึ้น ผมอยากเห็นให้คนจนรวยขึ้นโดยการสร้างโอกาสมากกว่า แนวทางนี้จะให้ทุกกลุ่มเป็นผู้ชนะ

เมื่อสังคมแตกแยกและแบ่งขั้วกันเนื่องจากมีการแข่งขันทางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากภายนอก ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในมุมมองของผมคือ การจัดการให้มีการแสดงความเห็นในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับพื้นฐานให้มีการแบ่งอำนาจการบริหารให้มากขึ้น และให้เปิดรับความเห็นของสังคมมากขึ้นเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน