posttoday
ลดหย่อนภาษี 2559 ระวัง! ประหยัดปีนี้ เป็นหนี้ถึงปีหน้า

ลดหย่อนภาษี 2559 ระวัง! ประหยัดปีนี้ เป็นหนี้ถึงปีหน้า

17 ธันวาคม 2559

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ ต้องมี “เทศกาลประหยัดภาษี” เพราะไม่มีใครอยากจะเสียภาษีก็เลยต้องพยายามใช้สิทธิลดหย่อน

โดย...สวลี ตันกลุรัตน์ [email protected]

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ ต้องมี “เทศกาลประหยัดภาษี” เพราะไม่มีใครอยากจะเสียภาษีก็เลยต้องพยายามใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มที่ บริหารภาษีให้ดีที่สุด จนบางทีก็ลืมประเมินกำลังเงินในกระเป๋า ไม่ได้คิดถึงสภาพคล่องในอนาคต

เพราะฉะนั้นความพยายามที่จะประหยัดภาษี หรือไม่ยอมเสียภาษีสักบาท อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด

โดยเฉพาะในปี 2559 ที่มีรายการลดหย่อนภาษีหลายรายการที่ดูจะอันตรายไปหน่อยสำหรับคนที่รายได้ไม่สูงนัก รวมถึงคนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ตื่นเต้นไปกับมาตรการลดหย่อนภาษี อันนี้ยิ่งอันตราย

ลดหย่อนทำไม ถ้าไม่เสียภาษี

ไม่น่าเชื่อว่า หลายคนลืมไปแล้วว่า “ไม่ต้องเสียภาษี” เพราะมีเงินได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาท ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี

ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่มีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาทถ้วน ไม่ต้องมีค่าลดหย่อนพิเศษอื่นใดก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะแม้จะได้เงินได้ทั้งปีที่ 2.4 แสนบาท แต่จะหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ 6 หมื่นบาท และค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 3 หมื่นบาท

จะเหลือเป็น “เงินได้สุทธิ” เท่ากับ 1.5 แสนบาท พอดิบพอดี (ถ้ามีเงินนำส่งประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็จะลดลงไปอีก)

เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้เกิน 2 หมื่นบาท และไม่มีค่าลดหย่อนพิเศษอื่นใด ถึงจะเริ่มเสียภาษี ในอัตราภาษี 5% เท่านั้น

เช่น ข้าราชการคนหนึ่งมีเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท รวมรายได้ทั้งปีเท่ากับ 3 แสนบาท แต่มีเงินได้สุทธิเพียง 1.8 แสนบาทเท่านั้น

เพราะในแต่ละเดือนจะหักเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เดือนละ 2,500 บาท รวมเป็น 3 หมื่นบาท และหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีก 6 หมื่นบาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 3 หมื่นบาท

เมื่อนำเงินได้สุทธิ 1.8 แสนบาท ไปคำนวณภาษี ก็จะอยู่ในอัตราภาษี 5% และจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีออกมาได้ 1,500 บาท เพราะจะนำมาคำนวณเฉพาะส่วนที่เกิน 1.5 แสนบาท หรือ 5% ของเงิน 3 หมื่นบาทเท่านั้น

สำหรับคนที่มีสิทธิได้รับค่าลดหย่อนที่ได้แน่ๆ อยู่แล้ว เช่น

ค่าลดหย่อนส่วนตัว

ค่าลดหย่อนคู่สมรส

ค่าลดหย่อนลูก

ลดหย่อนอุปการะพ่อแม่

ลดหย่อนอุปการะผู้พิการ

ก็อาจจะไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีในอัตรา 5% ก็ได้ แม้ว่าจะมีรายได้สูงกว่า 2.5 หมื่นบาท

ลดหย่อนภาษี 2559 ระวัง! ประหยัดปีนี้ เป็นหนี้ถึงปีหน้า

 

นอกจากนี้ สำหรับคนที่กู้ซื้อบ้านยังมี ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้วไม่ว่า จะอยากใช้สิทธิลดหย่อนภาษีหรือไม่ก็ตาม โดยให้สิทธิลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท

เพราะฉะนั้น ก่อนจะข้ามขั้นไปคิดถึงการลดหย่อนภาษีรายการอื่นๆ ควรประเมินรายได้และรายการลดหย่อนที่ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสามารถเข้าไปใช้บริการเครื่องคำนวณภาษีได้ในอินเทอร์เน็ต หรือแอพพลิเคชั่นด้านภาษี เช่น แบบคำนวณภาษีปี 2559 ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์

การทดลองคำนวณภาษีก่อนที่จะตัดสินใจใช้สิทธิลดหย่อนภาษี นอกจากจะทำให้เราใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบพอดีตัวแล้ว ยังทำให้ไม่ไปทำผิดกติกา ผิดเงื่อนไขของสิทธิลดหย่อนภาษีบางรายการที่กำหนด “เพดาน” การใช้สิทธิเอาไว้ เช่น

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่กำหนดไว้ว่า ให้ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษี เพราะการลงทุน LTF เกินจาก
สิทธิที่ได้รับ จะนำพาเรื่องยุ่งยากเข้ามาในชีวิต

ลองคิดดูว่า ถ้าเราดูตามฐานรายได้คนเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท มีสิทธิซื้อกองทุน LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อย่างละไม่เกิน 4.5 หมื่นบาท เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษี ได้คืนภาษีเป็นกำไรตุนเข้ากระเป๋า 1,500 บาท

เห็นแบบนี้ก็จัดเต็มซื้อ LTF เต็มเพดาน 4.5 หมื่นบาท

แต่พอลองมาคำนวณเงินได้ที่ต้องเสียภาษีจริงๆ จะสามารถซื้อได้แค่ 3 หมื่นบาท เพราะมีค่าลดหย่อนจากรายการอื่นๆ ไปส่วนหนึ่งแล้ว

นั่นหมายความว่า เราลงทุนไป 4.5 หมื่นบาท แต่ได้ใช้ลดหย่อนจริงแค่ 3 หมื่นบาท แล้วอีก 1.5 หมื่นบาท จะต้องไปถูกขังเอาไว้ 7 ปีปฏิทิน เพื่ออะไร นอกจากนี้ถ้าถึงเวลาอยากจะขายส่วนที่ลงทุนเกินสิทธิก็ต้องเสียภาษีอีกถ้ามีกำไร (ขณะที่การลงทุนในกองทุนทั่วไปไม่เสียภาษีกำไร)

เงินหมด เพราะอยากลดภาษี

ในรายการลดหย่อนภาษี มีหลายรายการที่ต้อง “ใช้เงิน” เพื่อให้ได้สิทธินั้นมา แม้ว่าบางรายการจะเป็นรายจ่ายที่เป็นประโยชน์ เช่น การทำประกันชีวิต ทั้งประกันชีวิตส่วนตัว ประกันชีวิตคู่สมรส ไปจนถึงการทำประกันสุขภาพให้พ่อแม่ รวมถึงการลงทุนใน LTF และ RMF

แต่เมื่อต้องใช้เงินแลกมาก็ต้องทบทวน “ลำดับความต้องการ” ของเราก่อนว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร และที่สำคัญที่สุด คือ เงินในกระเป๋า มีพอหรือไม่

เพราะบางคนยอมทำประกันชีวิต เพียงเพราะได้ยินคำว่า “ประหยัดภาษี” หรือบางคนดิ้นรนอยากจะลงทุนใน LTF เพราะไม่อยากจะเสียภาษี โดยไม่รู้เลยว่า

ประกันชีวิตที่ทำไปนั้นต้องจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องทุกปี ไปอย่างน้อย 10 ปี (เพราะประกันที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ต้องมีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) และกองทุน LTF เมื่อลงทุนไปแล้ว ห้ามขายก่อนครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน

ที่แย่กว่านั้น คือ ถ้าเกิด “เงินตึง” อยากจะขายกองทุน LTF ออกมาก่อนที่จะครบ 7 ปีปฏิทิน เท่ากับเป็นการขายที่ผิดเงื่อนไข ซึ่งในกรณีนี้จะไม่คุ้มกับที่ประหยัดภาษีได้ เพราะภาษีที่ได้มาก็ต้องคืนเขาไป ยังอาจจะเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มอีกด้วย

ดังนั้น เราจึงต้องวางแผนชีวิต และวางแผนการเงิน ก่อนที่จะวางแผนภาษี

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีที่มีรายการลดหย่อนภาษีมายั่วยวนเงินในกระเป๋าอยู่หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น

- ค่าบริการหรือค่าที่พัก ในการท่องเที่ยวในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2559 ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

- ค่าใช้จ่ายกินเที่ยวสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 9-17 เม.ย. 2559 ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

- ค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค. 2559 ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

- ค่าท่องเที่ยวภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค. 2559 ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

- ค่าซื้อสินค้าและบริการ หรือเรียกกันว่า “มาตรการช็อปช่วยชาติ” ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

เห็นแบบนี้ คนที่คิดจะประหยัดภาษีจึงเตรียมจะ “จัดเต็ม” ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะมาตรการช็อปช่วยชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศ

เพราะเพียงแค่ท่องเที่ยวในประเทศ ที่สามารถนำค่าที่พักโรงแรม ค่าแพ็กเกจทัวร์ (จากโรงแรมและผู้ให้บริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ไปลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 1.5 หมื่นบาท และยังสามารถ “ช็อปช่วยชาติ” ได้อีก 1.5 หมื่นบาท

แต่จะคุ้มหรือไม่ ถ้าเราต้องใช้เงินในกระเป๋ารวมกันเกือบ 3 หมื่นบาท เพื่อประหยัดภาษีที่ตัองจ่ายเพียง 1,500 บาท

ถ้ามีความตั้งใจจะเที่ยว จะช็อป อยู่แล้วก็คิดเสียว่า ได้ค่าลดหย่อนภาษีเป็นของแถม แต่ถ้าไม่ได้จำเป็นต้องซื้อ ก็อย่าให้ “สิทธิลดหย่อนภาษี” มาดูดเงินในกระเป๋าออกไป เพราะถ้าเราช็อปช่วยชาติ แต่สุดท้ายถ้าเราชอร์ตก็ไม่มีใครมาช่วยเรา

เป็นหนี้ เพราะประหยัดภาษี

ต่อให้ควักกระเป๋าช่วยชาติจนเงินหมด ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับคนที่ยอมเป็นหนี้เพื่อหวังจะได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน หรือใช้บัตรเครดิตมาเพื่อใช้จ่าย กิน เที่ยว และช็อปในช่วงส่งท้ายปลายปีนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าปีหน้าจะสามารถจ่ายหนี้พวกนี้ได้หมดหรือไม่

รวมทั้งคนที่ตัดสินใจ “รูดป๊ื้ด” จ่ายเป็นค่าซื้อกองทุน LTF และ RMF เพื่อหวังจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยที่ไม่ได้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต เพราะถ้ารูดไปแล้วไม่จ่าย
เต็มจำนวนภายในเวลาปลดหนี้ที่ได้รับ อาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้

ถ้าประหยัดภาษีแล้วต้องเป็นหนี้ คุ้มหรือไม่... ถามใจเธอดู

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค