
ชิงเค้กตลาดเอเชียใต้
ส.อ.ท.แนะลงทุนตลาดเอเชียใต้เพิ่ม เหตุไทยยังลงทุนน้อย คาดปี 2560 จีดีพีมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ส.อ.ท.แนะลงทุนตลาดเอเชียใต้เพิ่ม เหตุไทยยังลงทุนน้อย คาดปี 2560 จีดีพีมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
นายอโศก อุปัทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังงานสัมมนาเปิดประตูเอเชียใต้ โอกาสการค้าของไทยว่า ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา และปากีสถาน เป็นภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากถึง 1 ใน 4 ของโลก และมีมูลค่าจีดีพีรวมปี 2559 กว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2560 จะขยายตัวมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6-7% ดังนั้นไทยจะต้องเข้าไปทำการค้าและการลงทุนมากขึ้น จากปัจจุบันสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่เริ่มส่งออกภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ เม็ดพลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก เป็นต้น
ทั้งนี้ ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ คือ อินเดีย คิดเป็นสัดส่วน 90% ของจีดีพีรวมของภูมิภาค หรือมูลค่าประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว เช่น บริษัท อินโดรามา บริษัท พฤกษา บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท ไทยซัมมิท เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าไปลงทุนมากนัก เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเข้าถึงข้อมูล เพราะอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการลงทุนและสิทธิประโยชน์บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของเอสเอ็มอี
“ขณะนี้อินเดียกำลังเดินหน้านโยบาย Make in India ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องใช้จุดแข็งในการผลิตชิ้นส่วนแล้วส่งเข้าไปประกอบในอินเดีย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยการเข้าไปควรอาศัยความร่วมมือกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น เป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อขยายฐานธุรกิจ ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในอินเดียคือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงแรม ท่องเที่ยว แต่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมากลับพบว่ามีคนไทยไปลงทุนเพียง 100 กว่าราย และส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ เช่น สปา ร้านอาหาร ซึ่งมูลค่าไม่มาก” นายอโศก กล่าว
สำหรับตลาดศรีลังกา ขณะนี้มีความโปร่งใสมากที่สุดในภูมิภาค ประกอบกับสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูด เหมาะแก่การตั้งฐานลงทุนเพื่อส่งออกไปยุโรป เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ส่วนตลาดบังกลาเทศเช่นเดียวกัน มีความเหมาะสมในการตั้งฐานการผลิต เพื่อส่งออกไปยุโรปและส่งออกไปยังอินเดีย เนื่องจากค่าแรงถูกและได้สิทธิพิเศษในฐานะประเทศกลุ่มเอเชียใต้ (SAARC)ขณะที่ปากีสถานเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ เพราะได้สิทธิพิเศษในการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเครือเอกราช (ซีไอเอส) ที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต แต่ยังมีความกังวลในเรื่องความโปร่งใสของการบริหารประเทศ
น.ส.สิริพรรณ ลิขิตวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันทั้ง 4 ประเทศต่างมีนโยบายสนับสนุนให้ไทยเข้าไปลงทุน และไทยมีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศแล้ว อาทิ เอฟทีเอไทย-อินเดีย เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย และอยู่ระหว่างเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปทำการค้าและลงทุน เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจต่อไป







