
รับดูแลรักษาข้าราชการ เผือกร้อน...ประกันภัย
สิ่งที่สมาคมอยากเห็น คือ ให้รัฐจ่ายเงินงบประมาณแต่ละปีน้อยลง บนพื้นฐานที่ว่าข้าราชการยังคงได้สิทธิหรือสวัสดิการเหมือนเดิมหรือได้รับดีขึ้นกว่าเดิม
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
แม้จะมีหลายฝ่ายรวมถึงเสียงค้านของข้าราชการที่เริ่มกังวลเกี่ยวกับสวัสดิการของตัวเอง และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้บริษัทประกันภัยเข้ามารับผิดชอบในโครงการบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนรัฐ เพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการให้ดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่าโครงการนี้จะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ แต่ในส่วนของสมาคมประกันวินาศภัยไทยก็ยังคงเดินหน้าศึกษารายละเอียดของโครงการนี้ต่อไป
อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทางสมาคมประกันชีวิตไทยได้ขอถอนตัวออกจากโครงการนี้ไปก่อน เนื่องจากไม่พร้อมและขอเวลา 2 ปี เพื่อศึกษาหาข้อมูล จึงเหลือแค่สมาคมประกันวินาศภัยไทยที่จะเดินหน้าศึกษาข้อมูลเอง ไม่ว่าโครงการนี้จะได้รับอนุมัติจาก ครม.หรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น ทางสมาคมจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุดแล้ว ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ 2.คณะกรรมการพิจารณาการรับประกันภัยและกำหนดอัตราเบี้ยประกัน และ 3.คณะกรรมการพิจารณาการให้บริการและการจ่ายสินไหมทดแทน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากังวล คือ 1.ปริมาณการเคลมหรือการเข้ารักษาสวัสดิการข้าราชการในปัจจุบันมีมากถึง 29.4 ล้านครั้ง/ปี จึงต้องหาระบบที่ดีมารองรับให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
2.มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและมีอัตราการเข้าใหม่ๆ ทุกปี เป็นโรคไม่ติดต่อร้ายแรงที่มีค่ารักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลจะมีงบประมาณแบกรับไหวได้นานแค่ไหน ในเมื่ออีก 15 ปีข้างหน้า ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 25% เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 15%
อย่างเมื่อปี 2559 รัฐใช้งบประมาณค่ารักษาตามสวัสดิการข้าราชการไป 7.1 หมื่นล้านบาท ถ้าเพิ่มเฉลี่ยปีละ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2560 ก็จะเพิ่มเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท และถ้าไม่ทำอะไรเลย ภายใน 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2569 ด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างนี้ตลอด ก็ต้องใช้งบประมาณถึง 1.6 แสนล้านบาท
ขณะที่ประชากรเกิดใหม่ก็น้อยลง คนที่จะมาสร้างรายได้เสียภาษีในอนาคตก็ต้องลดลงด้วย ซึ่งแม้แต่บริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติหรือรีอินชัวเรอร์ก็ยังเป็นห่วงเรื่องนี้ ในเมื่อเป็นงบประมาณที่เปิดกว้างเอาไว้ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร จึงต้องใช้การบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพเท่านั้นถึงจะลดในส่วนนี้ลงได้
“เราไม่เคยบอกว่าค่ารักษาพยาบาลจะไม่ขึ้น เพียงแต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ ค่ารักษาพยาบาลที่รัฐต้องจ่ายก็จะไม่ขึ้นชันเหมือนเก่า ในเมื่อถ้ารัฐก็มีข้อมูลสถิติแต่ละเพศ แต่ละวัย แต่ละพื้นที่มีโรคอะไรเกิดขึ้นถี่บ้างหรือมากผิดปกติ สาเหตุน่าจะเกิดจากอะไรควรจะแก้ไขหรือมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง รัฐก็สามารถนำข้อมูลนี้มาใช้เพื่อกำหนดเป็นนโยบายอนาคตของประเทศได้”อานนท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ถ้าโครงการนี้มีการบริหารจัดการที่ดีก็สามารถเหมือนกับ ประกันภัย พ.ร.บ. 2535 ได้ ที่เมื่อตอนเริ่มต้นแรกๆ มีค่าเบี้ยรถคันละ 1,200 บาท ได้ความคุ้มครอง 5 หมื่นบาท เมื่อสถิติต่างๆ ดีขึ้น ยอดเคลมที่เกิดขึ้นลดลง ค่าเบี้ยก็ต้องปรับลดลงด้วย เหลือคันละ 600 บาท ขณะที่ได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนบาทด้วย
อานนท์ กล่าวว่า สมาคมยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการเข้ามากอบโกยหรือหวังผลอะไรมากมายกับโครงการนี้ สิ่งที่สมาคมอยากเห็น คือ ให้รัฐจ่ายเงินงบประมาณแต่ละปีน้อยลง เช่น ถ้ารัฐดูแลเองต้องเพิ่มงบประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท แต่ถ้าให้ประกันดูแลเพิ่มแค่ปีละ 2,000 ล้านบาท บนพื้นฐานที่ว่าข้าราชการยังคงได้สิทธิหรือสวัสดิการเหมือนเดิมทุกอย่างหรือได้รับดีขึ้นกว่าเดิมจะไม่ดีกว่าหรือ เงินงบประมาณก็ยังเหลือเอาไปพัฒนาส่วนอื่นของประเทศได้อีก ส่วนธุรกิจประกันเองขอเพียงไม่ขาดทุนหรือมีกำไรเพียงเล็กน้อยพออยู่ได้ก็พอแล้ว







