posttoday
เร่งแจ้งเกิดธุรกิจ

เร่งแจ้งเกิดธุรกิจ

13 ธันวาคม 2559

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจมหภาคโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจมหภาคโพสต์ทูเดย์

การเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของ “บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์” คือการขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถทำธุรกิจได้สะดวกขึ้น และให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปั้นธุรกิจรายใหม่ๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยวางเป้าหมาย 3 เดือนของการทำงานที่จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการผลักดันธุรกิจในปี 2560 นี้

“บทบาทของกรมใน 3-5 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจ ด้วยการขับเคลื่อนการทำระบบอี-ไฟลิ่ง (e-Filing) หรือการยื่นส่งงบการเงินผ่านออนไลน์ สามารถให้บริการจุดเดียวได้ ส่วนหนึ่งทำให้การทำธุรกิจของไทยดีขึ้นในการเริ่มต้นธุรกิจเลย ส่วนที่สองคือเรื่องธรรมาภิบาล โดยมองในแง่ระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาก เพราะถ้าเราติดกระดุมถูก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะถูกไปด้วย ซึ่งธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของการช่วยลดประเด็นการกีดกันทางการค้าได้ ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่กรมได้ทำมากในช่วงที่ผ่านมา” บรรจงจิตต์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บรรจงจิตต์ ระบุว่า ส่วนเรื่องที่กรมยังทำน้อยในช่วงที่ผ่านมา คือการพัฒนาธุรกิจ (Business Development) คือถามว่าถ้าจะเริ่มต้นธุรกิจ เหมือนเริ่มรักคือการจดทะเบียน ก็มาจดที่นี่ ทะเลาะกันก็มาประนีประนอมที่นี่ เลิกกันก็ต้องมาจดที่นี่ ในระหว่างนั้นต้องมีการให้คำแนะนำตลอดเวลา ถามว่าการจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นธุรกิจใช่หรือไม่ ตอบว่าใช่แต่เพียงส่วนเดียว แต่จริงๆ แล้วการให้คำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการจดทะเบียนแต่ละครั้งไม่ใช่จดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วจบ โดยอาจจะไปจดกับกรมที่เกี่ยวข้องหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก

“ในอนาคตกรมจะจัดทำเป็นคู่มือทำธุรกิจให้เลย เช่น จะมาจดทะเบียนร้านทอง ในบรรดาร้านทองต้องไปที่ไหนบ้าง อาทิ กระทรวงมหาดไทย ให้เขารู้ว่าจดตรงนี้เสร็จ ก็ต้องไปขออนุญาตส่วนอื่นอีก หรือในกรณีของร้านขายยา อาจต้องมีเรื่องกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาเกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจจะต้องแนะนำได้” บรรจงจิตต์ กล่าว

สำหรับเรื่องการผลักดันผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เนื่องจากขณะนี้ทุกคนพูดถึง 4.0 กันหมด คำถามคือกลุ่มผู้ประกอบการ 1.0 2.0 3.0 ไปไหน รัฐบาลเอาเขาไปไว้ที่ไหน ดังนั้นกรมจึงสนใจแต่ 4.0 คงไม่ได้ เพราะมองว่าธุรกิจ 1.0 2.0 3.0 มีโอกาสเป็น 4.0 ได้หมด ส่วน 4.0 มีอยู่แล้วคือกลุ่มสตาร์ทอัพ แต่ละคนสามารถนำสตาร์ทอัพมาต่อยอดได้เพราะสตาร์ทอัพเป็นเรื่องของนวัตกรรม เป็นการนำแอพพลิเคชั่นทั้งหลายมาต่อยอด

“ตัวอย่างเช่นมีสตาร์ทอัพรายหนึ่ง ชื่อบริษัทจิสติกส์ทำแอพลิเคชั่นเหมือน *กับอโกด้า ซึ่งร้านค้าส่ง จ.เชียงราย ก็มาคุยกับจิสติกส์รายนี้ ที่จะหาคนมากระจายของ และก็มีการทำแอพพลิเคชั่นแบบเว็บไซต์อโกดา คือรวบรวมผู้ให้บริการทานด้านขนส่งไว้หมด ถือเป็นการเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างกันในการทำธุรกิจไว้ให้ ส่วนจิสติกส์รายนี้ก็มาให้กรมช่วยหาโลจิสติกส์รายอื่นๆ มาเข้าร่วม กรมจึงจัดให้เขาเจอกับบริษัทโลจิสติกส์ที่กรมได้พัฒนา หมายความว่ากรมสามารถทำได้ 2 อย่าง คือ ใช้คนที่เป็นสตาร์ทอัพมาต่อยอดเอสเอ็มอีที่มีอยู่ ขณะเดียวกันก็สามารถกลับไปหาซัพพลายเชนให้สตาร์ทอัพได้ด้วย เพราะสตาร์ทอัพไม่มีสินค้า มีแต่สมองกับบริษัท แต่ไม่มีเครือข่าย”

บรรจงจิตต์ กล่าวว่า ในต้นปี 2560 กรมจะผลักดันกิจกรรมลักษณะนี้ คือการเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ทอัพมาเจอกัน มาเจรจาการค้าระหว่างกัน หมายความว่าเอสเอ็มอีที่อยากจะปรับเทคโนโลยี แต่ทำเองไม่ได้ ก็สามารถมาเจอกัน ปกติกลุ่มเหล่านี้ไม่เจอกัน เพราะมากันคนละคีย์ จึงต้องมานัดเจรจากันว่าเอสเอ็มอีมีจุดอ่อนอะไร สตาร์ทอัพมีจุดอ่อนอะไรที่อยากจะแก้ไข สตาร์ทอัพสามารถแก้ไขให้ได้หรือไม่ โดยการเอาสตาร์ทอัพมาต่อยอด

“ส่วนนี้กรมได้ร่วมกับสถาบันการเงินอยู่แล้ว ในเรื่องหลักประกันทางการเงิน หลักการทำธุรกิจนอกเหนือจากการกู้ยืม สิ่งเหล่านี้สตาร์ทอัพก็อยากได้ แบงก์จะมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงทำให้เติบโตได้เร็ว หรือสถาบันการศึกษาทำให้โตได้เร็วโตได้ถูกทาง ก็อาจจะจัดให้เจอกัน แบงก์เองก็หาสตาร์ทอัพด้วย พยายามบ่มเพาะ ให้ทุนช่วยเหลือ ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทำในแง่เวทีต่างประเทศ แต่เอสเอ็มอียังไม่ได้มีใครทำ เพราะทุกคนทำสตาร์ทอัพมาเป็นงานอีเวนต์ แต่ระยะยาวกรมจะทำให้กลุ่มเหล่านี้มาเจอและต่อยอดกัน และจะตอบโจทย์ว่ารัฐบาลไม่ได้ละทิ้งกลุ่ม 1.0 2.0 3.0 ส่วน 4.0 ก็จะหาเครือข่ายให้” บรรจงจิตต์ อธิบาย

ขณะที่กฎหมายที่จะมาผลักดันให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เกิดขึ้น คือ พ.ร.บ.การจัดตั้งนิติบุคคลโดยบุคคลคนเดียว ล่าสุดร่างดังกล่าวได้เสนอต่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ ครม.พิจารณาได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อผลักดันร่างกฎหมายออกมาบังคับใช้ ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะมีส่วนช่วยให้คนเดียวทำธุรกิจได้ สามารถที่จะเข้ามาในระบบการค้าได้มากขึ้น

บรรจงจิตต์ กล่าวว่า ตรงจุดนี้ต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการจะจดทะเบียนธุรกิจไม่ควรคิดถึงกรมสรรพากรเป็นอันดับแรก แต่ให้คิดถึงระบบการค้าก่อน เพราะการเข้ามาในระบบบัญชีของรัฐ สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะเวลาที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ ก็สามารถกำหนดได้ง่าย เนื่องจากรู้ตัวตนของธุรกิจแต่ละกลุ่มว่ามีกี่ราย ทำให้กำหนดมาตรการและสิทธิต่างๆ ได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องนำผู้ประกอบการมาเข้าระบบ เพื่อทำระบบนิเวศทางการค้า หรือการสร้างบรรยากาศทางการค้าขึ้นมา

ด้านการผลักดันธุรกิจให้มีธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อ โดยกรมมีแผนที่จะประกวดบริษัทธรรมาภิบาล ซึ่งจะขยายเป็น 1 จังหวัด 1 ธรรมาภิบาล เพื่อกระตุ้นเรื่องธรรมาภิบาลให้ออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างวางกฎเกณฑ์และเลือกประเภทธุรกิจที่เทียบเคียงกันได้ เช่น ร้านขายยา โรงแรม สมัครได้หมด แต่ต้องมีประเภทจำแนกให้ชัดเจน และธุรกิจที่ได้ธรรมาภิบาลจะได้รับประโยชน์อะไร เป็นเรื่องที่จะต้องทำต่อ เพราะคนทำได้คนต้องได้รับสิ่งดี เหมือนกับรางวัลพีเอ็ม อวอร์ด ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมอบให้ผู้ส่งออก ก็จะได้สิทธิในการร่วมกิจกรรมกับกรมก่อนรายอื่นๆ เป็นต้น

“อนาคตเรื่องดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเวลาทำธุรกิจกับต่างประเทศ ดัชนีพวกนี้จะสะท้อนได้หลายอย่าง ถ้ามีประวัติธุรกิจดี ประเทศต่างๆ ก็ไม่สามารถอ้างกีดกันการค้ากับไทยได้” บรรจงจิตต์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน