posttoday
TNR ขอขึ้นเป็นท็อป 5 ของโลก ชูซื้อกิจการเร่งโต

TNR ขอขึ้นเป็นท็อป 5 ของโลก ชูซื้อกิจการเร่งโต

13 ธันวาคม 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

เดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ (TNR) ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยของคนไทยที่มีกำลังผลิตเป็นอันดับ 2 ของโลก เข้าเป็นหุ้นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

“อมร ดารารัตนโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TNR ให้สัมภาษณ์ถึงแผนธุรกิจระยะ 3 ปี ระหว่างปี 2559-2561 วางเป้าหมายจะมียอดขายเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี อีกทั้งจะมียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก จากปัจจุบันที่อยู่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัย แม้ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานของบริษัททั้งสองโรงงานมีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 1,959 ล้านชิ้น/ปี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยและเป็นอันดับ 2 ของโลก จาก 2 โรงงาน คือ โรงงานแหลมฉบัง ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี กำลังผลิต 426 ล้านชิ้น/ปี และโรงงานปิ่นทองตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จ.ชลบุรี กำลังการผลิต 1,533 ล้านชิ้น/ปี

นอกจากนี้ จุดแข็งการที่บริษัทมีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 2 ของโลกสามารถรองรับความต้องการโปรดักต์ของลูกค้าได้หลากหลายสามารถผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาจำนวนมากๆ ได้ และส่งของได้รวดเร็วกว่าการสั่งจากโรงงานขนาดเล็กและต้นทุนการผลิตต่อหน่วยยังต่ำกว่า

อย่างไรก็ดี แม้ว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของบริษัทจะต่ำกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ แต่บริษัทไม่ได้นำกลยุทธ์แข่งขันด้านราคามาใช้ แต่จะลงทุนเพิ่มด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มบริการที่ดีขึ้นกับลูกค้า

“เป้าหมายในอนาคตระยะยาวบริษัทต้องการจะมียอดขายของผู้ผลิตและขายถุงยางอนามัยขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกให้ได้เพราะวัตถุดิบหลักยางพาราของไทยตอนนี้เป็นเบอร์หนึ่งของโลก โรงงานผลิตอยู่ใกล้ท่าเรือ ดังนั้นบริษัทจึงควรเป็นเบอร์หนึ่งด้วยเพราะมีความได้เปรียบโรงงานอื่นๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่ต้นทุนรวมจะสูงกว่าบริษัทเฉลี่ยประมาณ 20-30% เพราะต้องซื้อนำเข้าน้ำยางพารา ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าเราเพราะมีต้นทุนการขนส่ง ค่าใช้จ่ายประกันภัยและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาคุณภาพของยางระหว่างเดินทางที่ต้องเจออากาศหนาวมีผลกระทบกับคุณภาพของยางพารา ส่วนเทคโนโลยีของบริษัทไม่แพ้ต่างประเทศมีการลงทุนใหม่ๆ ขยายพัฒนาอยู่ตลอดเวลา”

กลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มจากธุรกิจปกติที่บริษัทเริ่มจะนำมาใช้คือ การซื้อหรือควบรวมกิจการในธุรกิจถุงยางอนามัยที่แบรนด์ในต่างประเทศที่เป็นที่รู้จัก และเป็นลูกค้าของบริษัทอยู่แล้วซึ่งบริษัทจะออกไปติดต่อขอเจรจาเพื่อหาแบรนด์ใหม่ๆ เข้าไปทำการตลาดในประเทศนั้นๆ ที่รู้จักและยอมรับแบรนด์นี้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งพราะต้องหาโอกาสการเติบโตเพิ่ม หลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะผู้ถือหุ้นมีความคาดหวังการเติบโตที่มากขึ้น อีกทั้งเมื่อการลงทุนผ่าน 3 ปีแรกไปแล้ว ธุรกิจของแบรนด์ใหม่จะเริ่มมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจนว่าจะต้องได้ข้อสรุปในช่วงใด แต่หากสรุปดีลได้จะเป็นปัจจัยพิเศษเพิ่มเข้ามาทำให้ยอดขายเติบโตมากกว่าแผนธุรกิจปกติ

สำหรับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถช่วยให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและหลากหลายขึ้น อีกทั้งมีต้นทุนทางการเงินที่ดีและการเป็นบริษัทมหาชนช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการติดต่อดีลกับลูกค้าว่าเป็นองค์กรที่มีความมั่นคง

ขณะที่อีกกลยุทธ์หลักสำคัญคือ การทำการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตขยายเข้าไปเพิ่มในตลาดแอฟริกา สหรัฐ รวมถึงเอเชียที่จะนำแบรนด์ของบริษัทคือ Onetouch โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) จากนั้นจะเข้าไปในฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ โดยใช้ถุงยางอนามัยรุ่น 003 ชนิดบางพิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทไทยและบริษัทในญี่ปุ่นเท่านั้นที่ทำได้แต่ญี่ปุ่นไม่มีแผนที่จะขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่ม

ตามแผนธุรกิจ 3 ปี ไม่มีแผนจะลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตใหม่เพิ่ม เพราะยังสามารถรองรับการเติบโตได้เพียงพอตามแผน เพราะปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยประมาณ 70% จึงยังเหลือกำลังการผลิตเพียงรองรับการเติบโตได้ตามแผน

สำหรับโครง สร้างยอดขายรวมของบริษัทปัจจุบันมาจากในประเทศสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งมาจากการขายแบรนด์ Onetouch โดยครองมาร์เก็ตแชร์ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศประมาณ 20% โดยภายในปี 2561 ตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ในประเทศเพิ่มเป็น 35%

ขณะที่สัดส่วนของยอดขายที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ถุงยางอนามัยสัดส่วนประมาณ 70% และธุรกิจงานประมูลอีกประมาณ 20% ซึ่งปกติลูกค้าที่จ้างบริษัททำโออีเอ็มจะไม่เปลี่ยนโรงงานที่จ้างผลิต เพราะการขอใบอนุญาตหรือยื่นขอจดทะเบียนใหม่จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากใช้เวลานานประมาณ 2-3 ปี หากต้องเปลี่ยนโรงงานใหม่และธุรกิจโออีเอ็มของบริษัทจะมีการแสดงชื่อของบริษัทไว้ด้วยบนฉลากในฐานะผู้ผลิต จึงเปรียบเหมือนเป็นอีกแบรนด์ของบริษัทด้วย

จากแผนการเน้นเพิ่มสัดส่วนยอดขายของแบรนด์ Onetouch มากขึ้น จากปี 2559 ที่มีสัดส่วนประมาณ 10% ในปี 2560 จะเพิ่มเป็น 20% และในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 25% ของยอดขายรวมจะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับที่ดีจากปัจจุบันที่ประมาณ 30% เพราะธุรกิจแบรนด์เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในกลุ่มอีกทั้งตามแผน 3 ปี จะต้องใช้อัตรากำลังผลิตของโรงงานเต็ม 100% โดยเน้นที่ธุรกิจแบรนด์และโออีเอ็มเป็นหลัก ส่วนที่เหลือจะเป็นงานธุรกิจประมูล

อีกจุดแข็งหนึ่งของธุรกิจ TNR คือ การให้ความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมถุงยางอนามัยใหม่ๆ ที่หลากหลายที่ผู้ผลิตรายอื่นไม่มี อาทิ รุ่น 003 รุ่นมีเทป รุ่นหัวเกลียวที่ออกมาแล้ว สร้างฐานตลาดลูกค้าที่กว้างขึ้นในแต่ละปีจะมีการคิดออกแบบสินค้ารุ่นใหม่ๆ ไว้ 2-3 แบบ จากนั้นจึงจะนำมาคัดเลือกผ่านกระบวนการต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีกว่าจะสามารถผลิตขายได้จริง เพราะปัจจุบันถุงยางอนามัยถูกบรรจุเป็นเครื่องมือทางการแพทย์

ส่วนธุรกิจถึงมือยางทางการแพทย์ดูภายนอกอาจเห็นว่ามีความใกล้เคียงกัน แต่เชิงลึกแล้วถือเป็นคนละธุรกิจเพราะมาตรฐานการตรวจสอบ กลุ่มลูกค้า มีความแตกต่างกันทั้งหมดบริษัทจึงไม่มีแนวคิดจะเข้าไปทำ

การตัดสินใจนำบริษัทเข้าระดมทุนเหตุเพราะอนาคตบริษัทจะมุ่งเติบโตด้วยการซื้อกิจการ ดังนั้นการเข้ามาเป็น บจ.จะทำให้เข้าถึงทุนและเป็นที่รู้จักกว้างขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน