
ประกันไม่สนตลาดมอเตอร์ไซค์
ผู้ขับขี่ไม่นิยมแถมกำไรยาก ค่าสินไหมสูงกว่ารถอื่น3เท่า
โพสต์ทูเดย์
— ไทยรี เผย บริษัทประกันเมินรับลูกค้ารถจักรยานยนต์ เหตุค่าสินไหมสูงเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่นสำนักวิจัยและสถิติ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี เปิดเผยว่า บริษัทประกันภัยยังคงไม่ให้ความสนใจที่จะทำตลาดประกันภัยภาคสมัครใจสำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนรถจักรยานยนต์ 100 คัน จะมีรถที่ทำประกันภัยภาคสมัครใจเพียง 1 คันเท่านั้น
ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยยังมองว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือสร้างผลกำไรจากการรับประกันภัยไม่เป็นที่น่าจูงใจ อัตราค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันของกลุ่มรถประเภทนี้ทั่วประเทศก็มีมูลค่าสูงเกือบ 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับอัตราสินไหมของกลุ่มรถประเภทอื่น
“
ถึงแม้ว่ากลุ่มรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน และกลุ่มรถยนต์ประเภทอื่นๆ จะมีอัตราส่วนแบ่งตลาดของการทำประกันภัยรถที่จัดได้ว่าสูงกว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์เป็นอย่างมาก แต่สัดส่วนของรถยนต์ทั้งสองประเภทที่ไม่ได้มีประกันภัยภาคสมัครใจนับได้ว่ายังมีมูลค่าที่สูงอยู่ การละเลยความสำคัญของขนาดของกลุ่มลูกค้ารถจักรยานยนต์ที่มีสัดส่วนที่ใหญ่ และนับวันจะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น จึงเปรียบเสมือนการปล่อยโอกาสหารายได้ให้หลุดลอยไป” สำนักวิจัยและสถิติ ไทยรี กล่าวโดยเฉลี่ยแล้วทั่วประเทศ ไม่รวม
กรุงเทพฯ ร้อยละ 28.8 ของรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คนได้รับความคุ้มครองภาคสมัครใจ และเพียงร้อยละ
20.9 ของกลุ่มรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่มีความคุ้มครองลักษณะดังกล่าวในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วน
ของรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คนและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่มีประกันภัยภาคสมัครใจในแต่ละภูมิภาคได้ถูก
อธิบายไว้อย่างชัดเจนในรูปที่ 6 สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ช่องโอกาสของธรุกิจประกันภัยรถยังคงเปิดกว้าง
สำนักวิจัยและสถิติ ไทยรี แนะนำว่า การที่จะทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จภายใต้เงื่อนไขที่ท้าทายเช่นนี้ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวิธีการกำหนดค่าเบี้ยประกันให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค และสอดคล้องกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มรถจักรยานยนต์
นอกจากนี้ โอกาสของธุรกิจประกันภัยรถนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมีกระจายอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ที่มีแนวโน้มสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ ทั้งนี้อัตราส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจการประกันภัยรถของทั้งสองภูมิภาคนั้นยังอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ ประกอบกับผลิตภัณฑ์ภาคต่อหัว หรือรายได้เฉลี่ยของภูมิภาคต่อหัวของทั้งสองภูมิภาคนั้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นในอัตรา 8.1% และ 8.3% ต่อปี เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นที่รายได้ต่อหัวลดลง
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีสัดส่วนของปริมาณรถที่ขอจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นถึง 25% หรือเพิ่มขึ้น 5.56 แสนคัน ในปี 2552 เมื่อเทียบกับปี 2547 และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนกรมธรรม์โดยเฉลี่ยต่อปี 1.4 เท่า ขณะที่จำนวนกรมธรรม์ประกันภัยรถทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับมีทั้งสิ้น 3.2 ล้านกรมธรรม์ ในปี 2552 คิดเป็นสัดส่วน 13.29% เมื่อเทียบกับจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยรถทั้งระบบ 17.95 ล้านกรมธรรม์ สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ที่มีจำนวน 4.3 ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นสัดส่วน 17.75% สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ







