
ฝีมือ+โชคของกลุ่มหลักทรัพย์
....เจียรนัย อุตะมะ
ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการใช้ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) แบบขั้นบันไดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ก่อนที่จะเปิดเสรีค่าคอมมิชชันในปี 2555 ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ (บล.) เพราะเกรงว่าบริษัทหลักทรัพย์จะมีรายได้และกำไรสุทธิไม่ดีนัก เนื่องจากอัตราค่าคอมมิชชันจะได้น้อยลงกว่าที่ผ่านมาคิดในอัตรา 0.25% ของมูลค่าการซื้อขาย ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศเพิ่งฟื้น แต่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ ดันให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์กลับเข้าสู่ยุคกระทิง เป็นโชคดีของผู้ประกอบการธุรกิจหลักทรัพย์ที่สถานการณ์พลิก ส่งผลให้อัตราค่าคอมมิชชันที่ลดลงถูกชดเชยด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิและรายได้ดีกว่าที่คาด
บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (KEST) ซึ่งเป็นแชมป์โบรกเกอร์และมีส่วนแบ่งการตลาดลูกค้ารายย่อยสูงสุดในประเทศเคยถูกคาดการณ์ว่าจะกระทบหนักสุด เพราะรายได้หลักประมาณ 90% อิงกับค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ ผลงานกลับตีตื้นขึ้นมาใกล้เคียงปีก่อนในครึ่งแรก จากเดิมที่เคยคาดว่าปีนี้กำไรจะน้อยกว่า
ค่านายหน้าของ KEST ตอนนี้เหลือเพียง 0.17% จากปีก่อนที่ 0.23% แต่มูลค่าการซื้อขายโดยรวมเฉลี่ยต่อวันในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากเดือน มิ.ย. ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท และถ้านับเป็นครึ่งปีแรกค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ทำให้
“มนตรี ศรไพศาล” เชื่อว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรใกล้เคียงจากปีก่อนแน่นอน เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงจะถูกชดเชยด้วยมูลค่าการซื้อขายโดยรวมและส่วนแบ่งการตลาดของบริษัท (มาร์เก็ตแชร์) ที่เพิ่มขึ้นส่วนแบ่งการตลาดของ KEST เพิ่มขึ้นมา 2 ไตรมาสแล้วคือไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยไตรมาส 2 มาร์เก็ตแชร์มาอยู่ที่ 12.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.64% และเดือน ก.ค. อยู่ที่ 13.42% หากคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดสะสมนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ค. อยู่ที่ 12.70%
“
มนตรี” กล่าวว่า KEST พยายามกระจายรายได้ไปยังรายได้อื่นที่ไม่ใช่รายได้นายหน้าค้าหลักทรัพย์ โดยจะมีการออกใบสำคัญอนุพันธ์ หรือ Derivative Warrantหรือ DW 23 บริษัท จากหุ้นใน SET 50 ภายใน 12 เดือนข้างหน้า และจะเปิดธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในปลายปีนี้ รวมถึงจะเพิ่มรายได้จากธุรกรรมตราสารหนี้ที่จะทำให้สัดส่วนรายได้นายหน้าลดลงมาอยู่ที่ 7075% ภายใน 3 ปี
สำหรับรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ
“มนตรี” ตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 64 ล้านบาท แม้ว่าครึ่งปีแรกจะได้มาแล้วเพียง 4 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองKEST ครองส่วนแบ่งการตลาดลูกค้ารายย่อยสูงสุดในประเทศเป็นปีที่ 8 ซึ่งในความเป็นอันดับหนึ่งมีความเปราะบางในเรื่องความสามารถในการทำกำไร ในยุคเปิดเสรีค่าคอมมิชชัน เนื่องมาจากรายได้ของบริษัทนี้กระจุกอยู่ที่ค่านายหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ร้ายกลับกลายเป็นดี ธุรกิจหลักทรัพย์ฟื้นเร็วกว่าคาด ได้ทำให้ครึ่งแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 278 ล้านบาท ใกล้เคียง 279 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน และยิ่งสถานการณ์ตลาดหุ้นกระทิงนับตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นมา พร้อมกับส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แทนที่จะเลวร้ายอย่างที่คาด
เมื่อ บล. ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดดูดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะเตรียมตัวรับการเปิดเสรีมานานอย่าง บล.เอเซีย พลัส (ASP) และ บล.ภัทร (PHATRA) ยิ่งดูดีมากกว่า
“
ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร ASP ประมาณการว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรและรายได้เติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 453 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่คิดเป็นประมาณ 58% ของรายได้ทั้งหมด กำไรจากการลงทุนที่คาดว่าในภาวะปกติจะทำได้ปีละ 400 ล้านบาทเศษ จากครึ่งปีแรกมีกำไรแล้ว 198 ล้านบาท และรายได้จากวาณิชธนกิจในครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นทั้งนี้ แม้ว่าธุรกิจวาณิชธนกิจของบริษัทขนาดใหญ่จะน้อยเทียบในอดีต แต่ ASP ได้หันไปเน้นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้านควบรวมกิจการและปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยในภาวะเศรษฐกิจปกติบริษัทจะมีรายได้จากส่วนนี้ 5979 ล้านบาท จากครึ่งแรกปีนี้ได้แล้ว 44 ล้านบาท
ASP เตรียมตัวรับกับการเปิดเสรีมานานนับ 5 ปี ตั้งแต่มีการรวมกิจการระหว่าง บล.แอสเซท พลัส กับ บล.เอบีเอ็นแอมโร เอเชีย ที่พยายามกระจายฐานรายได้จากเดิมที่เคยพึ่งค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์สูงเกือบ 90% ลดลงเหลือ 58% ปัจจุบันและมีแผนจะลดลงเหลือ 50% ในอนาคต
“
ผมไม่แคร์เรื่องส่วนแบ่งการตลาดเท่าความสามารถในการทำกำไร บางบริษัทส่วนแบ่งการตลาดสูง แต่ขาดทุนก็มี สำหรับค่าคอมมิชชันของเราตั้งแต่เริ่มใช้ระบบขั้นบันได มีการลดลงเล็กน้อยแทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ ต่อผลประกอบการ”ASP
ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบระบบในการซื้อและขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะในการออกตราสารหนี้ และการมีสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินต่างประเทศทำให้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น“
บลจ.แอสเซท พลัส ได้ลดธุรกรรมในตลาดเงินแล้วหันมาออกสตักเจอร์โน้ตในหลักพันล้านบาทและได้รับความนิยมอย่างมาก ขณะที่ธุรกิจรับบริหารสินทรัพย์ให้ลูกค้าติดอันดับเคลื่อนไหวมากสุด 1 ใน 5 อันดับแรกที่ปกติธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่จะติดอันดับนี้ได้”ด้าน บล.ภัทร (PHATRA) แจ้งกำไรสุทธิไตรมาส 2 ที่ 167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าที่ตลาดคาด ด้วยกำไรจากพอร์ต และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการขยายตัวจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายหุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ขณะที่อัตราค่าคอมมิชชันลดลงมาอยู่ที่ 0.18%
ปัจจุบัน PHATRA มีงานในมือในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่บริษัท บ้านปู (BANPU) กับเซนเทนเนียล โคล บริษัท การบินไทย (THAI) กลุ่มซีไอเอ็มบี โฮลดิ้งส์ และอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์
แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังของ PHATRA นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ประมาณการว่าแนวโน้มค่านายหน้าจะลดลง เพราะลูกค้าสถาบันต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ซื้อขายผ่าน ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ จะมีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเป็นแบบแบ่งผลประโยชน์รายได้ที่ PHATRA จะคิดอัตรา 60% ของรายได้ค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าธรรมเนียมที่ส่งผ่านโปรแกรมซื้อขายไม่ได้ให้บริการเต็มรูปแบบอาจจะคิดตั้งแต่ 0.030.09% เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2553
บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า ทั้งนี้แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดจะกลับมายืนที่ 5% ได้ดังเช่นอดีต แต่ค่านายหน้าก็ยังลดลงไปมาก จากสมมติฐานรายได้ค่านายหน้าปีนี้บนส่วนแบ่งการตลาด 4.4% ที่ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 1.9 หมื่นล้านบาท อัตราค่าคอมมิชชัน 0.18% ที่ยังไม่รวมผลกระทบค่าจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่จะได้ประมาณการรายได้ค่าธรรมเนียมปรับขึ้น 18% เป็น 792 ล้านบาท รายได้ที่ปรึกษาคาดว่าจะเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง
“
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขึ้นเป็น 458 ล้านบาท และปี 2554 คาดว่ากำไรจะลดลงเป็น 371 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีรายการบันทึกกลับด้อยค่าเงินลงทุนอีก”บล.ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มหลักทรัพย์ไตรมาส 3 จะดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2
ดังนั้น จึงแนะนำเก็งกำไรหุ้น PHATRA ราคาเป้าหมาย 25.30 บาท ASP ราคาเป้าหมาย 2.40 บาท โดยทั้งสองบริษัทมีพอร์ตลงทุนขนาดใหญ่ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนกำไรให้ดีกว่ากลุ่มได้







