
อาเซียนกับ ‘ทรัมป์’ (1)
โดย...การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean [email protected]
โดย...การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean [email protected]
“Make America great again!” คือ แคมเปญการหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่โดนใจชาวอเมริกันจนได้รับชัยชนะ การประกาศจะสร้างให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง สะท้อนว่าทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และชาวอเมริกันต่างยอมรับว่า ณ เวลานี้ อเมริกาไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างแต่ก่อน
แม้ว่ายังไม่มีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ และอยู่ในขั้นตอนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านักต่อรองอย่างทรัมป์ จะเจรจาต่อรองทุกอย่างเพื่อให้ได้มาเพื่อประโยชน์สูงสุดของการเป็นประธานาธิบดีในครั้งนี้ แล้วจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างกับอาเซียน หลายประเด็นที่อาเซียนกังวล ก็มีโอกาสแฝงอยู่เช่นกัน
การผลิต การส่งออก และซัพพลายเชนโลกผันผวน จนกระทบกับพันธมิตรหลักของอเมริกาเอง ปีที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกของจีนสู่อเมริกาสูงถึง 4.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคู่ค้าอื่นๆ ในขณะที่อเมริกาส่งออกสู่จีนเพียง 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสหรัฐอเมริกาขาดดุลส่งออกกับจีนสูงถึงราว 3.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่ทรัมป์ประกาศจะยกกำแพงภาษีการนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 45% แต่แท้จริงแล้วการสร้างกำแพงภาษีต่อจีน จะส่งผลกระทบกับประเทศที่เป็นพันธมิตรหลักกับอเมริกาอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างมาก สุดท้ายจะมีการเจรจาต่อรองกันเอง หรือไม่ก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนขั้วของพันธมิตรโลก จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียจับมือเป็น “Friend-nemy” หรือ Friend + Enemy สร้างความร่วมมือในจุดสำคัญที่มีศัตรูร่วมกัน
TPP อาจไม่โดนยกเลิก แต่จะชะลอออกไป จีนจะมีบทบาทในเอเชียจนถึงละตินอเมริกา ในสายตาของทรัมป์ที่คุ้นเคยกับโลกธุรกิจแบบมีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ การที่อเมริกาประกาศถอนตัวจาก TPP ทำให้มูลค่าจีดีพีของ TPP หายไปกว่า 60% ถ้าเป็นเช่นนี้ ความสำคัญของ TPP ก็หมดลง ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ต่างชะลอการเข้าร่วม TPP นี้ออกไป แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเอเชียและอาเซียนนั้นใหญ่สำคัญมากเกินกว่าทรัมป์จะเพิกเฉยไปได้ตลอด สุดท้ายทรัมป์ก็ต้องมาเริ่มเปิดเจรจากับเอเชียและอาเซียนใหม่อีกครั้งหนึ่งในอีกระยะ 2 ปีข้างหน้า
ดังนั้น ในระหว่างนี้จีนจึงมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงบทบาทของจีนในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ในด้านการส่งออก ซึ่งมีความต้องการบริโภคสินค้าพื้นฐาน ซึ่งจะกลายเป็นตลาดใหญ่ของจีนได้ในที่สุด และอย่างน้อยภายในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์จะให้ความสำคัญเรื่องในบ้านตัวเอง และสหรัฐอเมริกาน่าจะมีบทบาทเรื่องนอกบ้านตัวเองน้อยลง ตั้งแต่เรื่องกฎการค้าโลก ระเบียบ ขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยของแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยในการได้รับแรงกดดันมาโดยตลอด แต่การขาดแรงกดดันนี้ ก็เหมือนการขาดตัวเร่งหรือ Sense of Urgency ในการพัฒนา
ดังนั้น จึงจำเป็นมากที่อาเซียนและเอเชียต้องเร่งสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเจรจา RCEP และข้อตกลงกฎการค้าต่างๆ







