
วนชัยกรุ๊ปจะเป็นหุ้นเติบโต กระแสเงินสดสูง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
บริษัท วนชัย กรุ๊ป (VNG) ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้ส่ง และผลิตสำเร็จรูปที่ทดแทนไม้ธรรมชาติหุ้นปันผลดีที่กำลังเติบโตและมีกระแสเงินสดสูง
โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ “วรรธนะ เจริญนวรัตน์” กรรมการผู้จัดการ VNG ที่ยืนยันว่า จากนี้ไป VNG พร้อมเป็นหุ้นที่เติบโตสูง (โกรทสต๊อก) และมีกระแสเงินสดอยู่ในมือจากเดิมที่เป็นหุ้นปันผล
“วรรธนะ” กล่าวว่า ปี 2559-2560 เป็นปีที่เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของเก่าให้ดีขึ้นเพื่อลดต้นทุน ทำให้ยอดขายไม่เพิ่มแต่กำไรสุทธิมากขึ้นเพราะอัตรากำไรสุทธิดีขึ้น หลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต เช่น การกระจายกาวดีขึ้นทำให้ใช้กาวน้อยลง หรือการเพิ่มความเร็วเครื่องจักร ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มและใช้วัตถุดิบลง ด้วยงบประมาณปีละ 200-300 ล้านบาท และจากการเปลี่ยนไม้ปาร์ติเกิ้ลเป็นแผ่นเอ็มอีเอฟ ด้วยไลน์การผลิตเก่าที่เพิ่งแล้วเสร็จไตรมาส 3 ทำให้การผลิตเอ็มดีเอฟ เพิ่มมา 3 แสน ลบ.ม./ปี
ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าปีหน้าว่าจะมีกำไรเติบโต 20% จากปีนี้ อันเป็นผลจากการที่ปรับปรุงสายการผลิตเก่าของเอ็มดีเอฟ ช่วยดันกำไรให้โต 17-18% หรือสร้างรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นการโตเพิ่มของอัตรากำไรสุทธิอีก 2-3% ขณะที่คาดว่าปีนี้ที่กำไรจะทำสถิติสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดย 9 เดือนที่ผ่านมา มีกำไรแล้ว 1,168 ล้านบาท จากปี 2558 มีกำไร 1,426 ล้านบาท
ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเติบโตมาก เพราะไตรมาส 3 บริษัทจะรับรู้รายได้จากการขยายกำลังการผลิตที่คณะกรรมการบริษัทเพิ่งอนุมัติให้ขยายกำลังการผลิตแผ่นไม้ เอ็มดีเอฟอีก 2.1 แสน ลบ.ม./ปี บนพื้นที่โรงงาน จ.สุราษฎร์ธานี มูลค่าลงทุนทั้งหมด 2,200 ล้านบาท ซึ่งกู้ธนาคารทั้งหมดเพราะมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพียง 0.7 เท่า ถึงกู้เงินก็ไม่ถึง 1 เท่า และถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 6 ปีของบริษัท โดยปีหน้าบริษัทจะใช้หนี้ 1,200 ล้านบาท จากนั้นจะเหลือหนี้ต่อปีเพียง 500-600 ล้านบาท เมื่อบวกกับกระแสเงินสดจากกำไรบริษัทกว่า 1,500 ล้านบาท ทำให้ปีหน้าบริษัทมีเงินสดในมือ 3,000 ล้านบาท
“การลงทุนเครื่องจักรครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่มีอายุ 30 ปี ขณะที่ความต้องการในตลาดยังมีต่อเนื่องจึงลงทุนเพิ่มและในขนาดแผ่นไม้ที่บางลง ทำให้บริษัทสามารถแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้วางแผงวงจรควบคุม กลุ่มบรรจุหีบห่อใช้เป็นลังใส่ผลไม้หรือปกหนังสือจากไม้ หรือกลุ่มแฟชั่นที่แผ่นรองรองเท้าส้นสูง”
ปีหน้าบริษัทต้องสรุปการออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอีก 1 อย่าง คือ OSB ที่มาทดแทนไพรซ์วูดที่ทำมาจากไม้อัดซึ่งเริ่มเห็นวงการก่อสร้าง เริ่มนำมาใช้ในการตกแต่งรีสอร์ทต่างจังหวัด ถ้าทำจะเริ่มขายได้ในปี 2562
โครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะที่โรงงาน จ.สระบุรี และโรงงานที่ จ.สุราษฎร์ธานี คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ต้องรอนโยบายจากภาครัฐ มิเช่นนั้นจะจ่ายไฟไม่ทันเวลาที่กำหนดในปี 2562 ปกติต้องใช้เวลาก่อสร้าง 18-20 เดือน แต่ VNG ใช้เวลาเร็วกว่าบริษัทอื่นโดยจะใช้เวลาก่อสร้างเพียง 5-6 เดือน เพราะมีพื้นที่ที่พร้อมในโรงงานอยู่แล้วและไม่ต้องขนวัตถุดิบจากที่อื่นจนไม่มีขยะเหลือ
“ถ้าได้โรงไฟฟ้าถือเป็นโบนัสทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดที่มั่นคงอีก จากกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีสามารถรองรับได้ 60-70 เมกะวัตต์ เบื้องต้นคาดว่าถ้าได้มา 20 เมกะวัตต์ จะช่วยทำให้มีกำไรเพิ่มปีละ 300 ล้านบาท หรือช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิเมกะวัตต์ละ 1% จากปีนี้อัตรากำไรสุทธิบริษัทเฉลี่ย 15%”
ปัจจุบัน VNG มีหุ้นที่ซื้อขายในกระดาน (ฟรีโฟลต) 21% โดยบริษัทแม่ถือ 69% ธนาคารกรุงเทพ 7.5% และผู้ถือหุ้นรายใหญ่รวมกัน 7% บริษัทยังคงนโยบายไม่ลดสัดส่วนการถือหุ้น แม้จะมีกองทุนสนใจเข้ามาลงทุน แต่บริษัทมองว่า 20% มากเกินไป ให้ได้แค่เพียง 5-10% และถ้าให้ราคาไม่ดีก็ถือไว้รับปันผลดีกว่า
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี คาดว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 VNG จะเริ่มได้ผลบวกจากแผนปรับเปลี่ยนเพิ่มสายการผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ แทนแผ่นไม้ปาร์ติเกิ้ล 3 แสน ลบ.ม./ปี (จากเดิมที่มีกำลังการผลิตแผ่นเอ็มดีเอฟ 8.7 แสน ลบ.ม./ปี) ซึ่งเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 โดยจะส่งผลบวกต่อทั้งในด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นของการผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ จะสูงกว่าแผ่นไม้ปาร์ติเกิ้ล
อย่างไรก็ตาม VNG ยังมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตแผ่นไม้ปาร์ติเกิ้ล แก้ปัญหาคอขวด ทำให้ได้กำลังการผลิตแผ่นไม้ปาร์ติเกิ้ลเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 แสน ลบ.ม./ปี ส่งผลให้แนวโน้มรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เบื้องต้นคาดการณ์กำไรสุทธิ ไตรมาส 4 ราว 350-400 ล้านบาท ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 274 ล้านบาท แต่อาจชะลอตัวจากไตรมาส 3 ตามปัจจัยฤดูกาลที่จะมีวันหยุดยาวในช่วงปลายปี รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นคาดว่า กำไรสุทธิปี 2560-2561 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากผลบวกของตลาดส่งออกที่คาดว่ายังคงขยายตัวได้อย่างโดดเด่น ประกอบกับจะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นรองรับความต้องการ โดยในปี 2560 จะได้รับผลบวกเต็มปีของกำลังการผลิตเอ็มดีเอฟ และแผ่นไม้ปาร์ติเกิ้ล
ล่าสุด VNG ประกาศแผนขยายกำลังการผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟเพิ่มอีก 2.1 แสน ลบ.ม./ปี คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 2561 ใช้เงินลงทุนราว 2,300 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ และกำลังศึกษาขยายกำลังการผลิตแผ่นไม้ Laminated Flooring จาก 10 ล้าน ตร.ม./ปี เป็น 20 ล้าน ตร.ม./ปี
กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะส่งผลดีต่อการดำเนินงานปี 2560-2561 ที่จะเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเมินกำไรสุทธิปี 2560 ที่ 1,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจะมีปัจจัยกดดันจากการปรับเพิ่มค่าขั้นต่ำ และความเสี่ยงต้นทุนวัตถุดิบไม้ยางที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด







