
กลยุทธ์และการลงมือปฏิบัติ
ในการขับเคลื่อนให้บริษัทบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ในแต่ละปีและเดินไปสู่จุดหมายตามที่วางไว้ในวิสัยทัศน์ได้นั้น บริษัทจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์เอาไว้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ทราบว่าทิศทางเป็นอย่างไร และมีเรื่องอะไรที่ต้องทำบ้าง รวมถึงบรรดาตัวชี้วัดความสำเร็จต่างๆ แต่ในหลายๆ ครั้งผู้บริหารกลับพบว่าบริษัทนั้นไม่สามารถบรรลุตามที่ตั้งไว้ได้ ทั้งๆ ที่ช่วงเริ่มต้นก็มีวางกลยุทธ์ที่ดูดีและน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก
ในการขับเคลื่อนให้บริษัทบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ในแต่ละปีและเดินไปสู่จุดหมายตามที่วางไว้ในวิสัยทัศน์ได้นั้น บริษัทจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์เอาไว้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ทราบว่าทิศทางเป็นอย่างไร และมีเรื่องอะไรที่ต้องทำบ้าง รวมถึงบรรดาตัวชี้วัดความสำเร็จต่างๆ แต่ในหลายๆ ครั้งผู้บริหารกลับพบว่าบริษัทนั้นไม่สามารถบรรลุตามที่ตั้งไว้ได้ ทั้งๆ ที่ช่วงเริ่มต้นก็มีวางกลยุทธ์ที่ดูดีและน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก
นั่นเป็นเพราะว่าในความเป็นจริงนั้น กลยุทธ์สำคัญต่อความสำเร็จของบริษัทแค่ 10-20% เท่านั้น ที่เหลืออีก 80-90% อยู่ที่ผลลัพธ์ของการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริง หลายครั้งบริษัทร่างแผนกลยุทธ์ที่สวยหรูมากมายและหมดเวลาไปกับการนั่งวางกลยุทธ์หรือถกเถียงเรื่องกลยุทธ์ในหน่วยงาน จนไม่ได้หันไปใส่ใจกับการนำเอากลยุทธ์ลงไป “ปฏิบัติ” จริงค่ะ ในสหรัฐเองก็มีผู้บริหารมีชื่อเสียงหลายคนที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการใส่ใจในการนำกลยุทธ์ต่างๆ ไปปฏิบัติให้ได้ผลจริงค่ะ ตัวอย่างเช่น Herb Kelleher แห่งสายการบินเซาท์เวสต์แอร์ไลน์ส ก็กล่าวไว้ว่าคนจำนวนมากนั้น “นั่งจับจดอยู่กับกลยุทธ์มากไป ทำสิ่งที่ต้องทำน้อยเกินไป; ส่วนกลยุทธ์ของเรานั้นคือ ลงมือทำ”
อีกตัวอย่างของผู้บริหารที่มองว่ากลยุทธ์เป็นเรื่องรองก็คือ Lou Gerstner อดีต CEO ของบริษัทIBM โดย Gerstner เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งสุดท้ายที่ IBM ต้องการในตอนนี้ก็คือวิสัยทัศน์” จากนั้นเขาก็ทำการโละผู้บริหารอาวุโสบางส่วนออกและเปลี่ยนผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดย Gerstner มีหลักอยู่ว่า CEO ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องเข้าใจเรื่องคน โดย Gerstner ถึงกับกล่าวว่า “คนมาก่อน กลยุทธ์เป็นเรื่องรอง”
ทั้งนี้ ถามว่าทำไมผู้บริหารชื่อดังระดับโลกถึงคิดเช่นนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่าในการดำเนินงานของบริษัทนั้น แม้แผนกลยุทธ์จะเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางให้องค์กรเดินไปข้างหน้าก็ตาม แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขององค์กรนั้นล้วนต้องมาจากการนำแผนหรือกลยุทธ์ต่างๆ ลงไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง
นั่นเพราะความสำเร็จขององค์กรนั้นไม่อาจวัดจากสิ่งที่เขียนลงบนกระดาษหรือเรื่องที่พูดในที่ประชุม แต่วัดออกมาจากผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจริง กำไร ต้นทุน ผลตอบแทนทางการเงิน ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาลูกค้า ผู้ถือหุ้น คนในสังคม หรือแม้แต่พนักงานเอง
ฉะนั้น ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์จริงๆ จะมุ่งไปที่การทำอย่างไรให้เกิด “ผลลัพธ์” ที่แท้จริงของงานออกมาให้ได้ค่ะ การจัดสรรให้เกิดกระบวนการทำงานที่จริง การลงไปดูรายละเอียดในทางปฏิบัติ หรือแม้แต่การจัดสรรเรื่องคนให้เหมาะสมกับงานเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์ไปสู่รูปธรรมที่จับต้องได้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จให้ความสำคัญมากกว่า
โดยสรุป ความสำเร็จขององค์กรหรือบริษัทใหญ่ๆ นั้นนอกจากจะต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ดีในการกำหนดทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวแล้ว การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงตามที่ตั้งเป้าไว้ก็สำคัญมากเช่นกันค่ะ เพราะหากองค์กรมัวแต่ยุ่งอยู่กับการวางแผนและปรับแต่งกลยุทธ์อยู่ตลอด ก็จะทำให้การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงไม่ได้รับการใส่ใจและไม่เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงตามแผนที่วางไว้เลยค่ะ







