
ไทยกับอเมริกา
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านทรงให้พระยากัลยาณไมตรี ซึ่งเป็นชาวอเมริกันและอาจารย์คณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และในขณะนั้นก็เริ่มมีเจ้านายชั้นสูงเดินทางไปศึกษาในอเมริกา รวมทั้งสมเด็จพระบรมราชชนกที่ทรงศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริการ่วมกับขบวนการเสรีไทยต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น และยังช่วยไทยเจรจากับอังกฤษหลังจากสงครามโลกสิ้นสุด ในสมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนอเมริกาอย่างเป็นทางการ จากนั้นความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศก็ผูกพันกันมาจนถึงยุคสงครามเย็น และยุคภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน
ปัจจุบันสายสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่ต้องเกื้อกูลซึ่งกัน ยังคงต้องมีอยู่ต่อไป ถึงแม้ในบางยุคบางสมัยไทยอาจไม่พอใจการแทรกแซงของอเมริกา หรือในตอนนี้ที่ผู้นำอเมริกากำลังจะเปลี่ยนเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะจากการหาเสียงแบบสุดโต่ง ในเรื่องการเข้มงวดกับคนต่างชาติที่เดินทางเข้าอเมริกา และจ้องคว่ำบาตรความร่วมมือทางการค้าที่อเมริกาอาจเสียเปรียบ
ไทยเราควรศึกษากรณีที่นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำคนแรกที่รีบไปพบกับทรัมป์ และยังออกมาพูดชื่นชมและเชื่อมั่นว่าทรัมป์จะเป็นผู้นำที่ดี ถือเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเองอย่างออกหน้าออกตา ทั้งๆ ที่สื่ออเมริกากำลังถล่มทรัมป์อย่างหนัก และคนญี่ปุ่นไม่น้อยก็ไม่พอใจในนโยบายของทรัมป์ แต่ใครจะว่าจะคิดอย่างไรไม่สำคัญเท่าผลประโยชน์ของชาติ เพราะญี่ปุ่นถือเป็นชาติสมาชิกสำคัญที่ผลักดันข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) ร่วมกับอเมริกา และการมีกองกำลังทหารอเมริกาในประเทศย่อมทำให้เกิดดุลอำนาจกับจีน ไม่เช่นนั้นญี่ปุ่นคงต้องแอบสร้างกองทัพหรืออาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาอีกครั้ง สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ประโยชน์
การค้าของอเมริกากับไทยมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย โดยอเมริกาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น ไทยส่งออกไปอเมริกาประมาณ 7 แสนกว่าล้านบาท และนำเข้าประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาท ขณะที่ไทยได้รับอิทธิพลทั้งจากจีน ญี่ปุ่น และอเมริกา เพราะอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ที่ทั้งสามมหาอำนาจจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย ดังนั้นคนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ “นโยบายการคานอำนาจของพระปิยมหาราช” ที่ทรงต้องสนิทกับรัสเซียเพื่อคานอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศส ทั้งต้องมีสันถวไมตรีกับอเมริกาและเยอรมนี ในยุคล่าอาณานิคม
ดังนั้น ไม่ว่าทรัมป์จะเป็นอย่างไร ไทยก็ควรผูกมิตรไว้ ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ ถึงแม้ปัจจุบันอเมริกาจะไม่ได้สนใจลงทุนทางเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคในไทยดังจีนและญี่ปุ่น ที่กำลังผลักดันหลายโครงการ เช่น รถไฟทางคู่ แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับไทยคือเรื่องความร่วมมือทางการศึกษาและวิจัย ที่ต้องยอมรับว่าอเมริกาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดในโลก ไทยควรใช้โอกาสนี้เชื่อมความสัมพันธ์ทางการวิจัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐพยายามจะฉุดประเทศขึ้นด้วยนวัตกรรมและการวิจัย จึงจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อสร้างองค์ความรู้แบบก้าวกระโดด อีกทั้งไทยยังส่งนักเรียนทุนรัฐบาลและทุนส่วนตัวเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกันมากที่สุด และเด็กไทยเหล่านี้ก็ไปสร้างชื่อในอเมริกาไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก
การคิดประโยชน์ของชาติ เรื่องความร่วมมือทางด้านวิชาการและวิจัยกับอเมริกา เป็นการสร้างความเข้มแข็งได้ในระยะยาว เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเกมนี้ไทยแลนด์ไม่มีเสีย







