posttoday
Smart Beta การลงทุนที่ Smart

Smart Beta การลงทุนที่ Smart

16 พฤศจิกายน 2559

โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล

โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล

คําถามที่นักลงทุนมากมายสงสัยมานานว่าควรเลือกลงทุนกองทุนรวมแบบไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Active Fund กับ Passive Fund ซึ่งสาเหตุมาจากกองทุนทั้งสองประเภทนี้มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันในหลายมิติดังนี้

ข่าวดีคือวันนี้คุณอาจไม่ต้องเลือกระหว่าง Active Fund กับ Passive Fund อีกต่อไป เพราะมีทางเลือกใหม่ที่รวมข้อดีของกองทุนทั้งสองประเภท (และอาจรวมข้อจำกัดบางอย่างด้วย) ซึ่งเรียกว่า Smart Beta

แล้วการลงทุนแบบ Smart Beta คืออะไร?

การลงทุนแบบ Smart Beta คือการลงทุนอย่างเป็นระบบที่มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนเชิงรับทั่วๆ ไป โดยนำข้อดีของการลงทุนเชิงรับในแง่ที่เป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบที่แน่นอน ช่วยลดต้นทุนและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน มารวมกับข้อดีของการลงทุนเชิงรุก ในแง่การมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่คำนวณโดยใช้มูลค่าตลาด โดยการลงทุนแบบ Smart Beta สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

 1.Fundamental Smart Beta หรือการนำปัจจัยพื้นฐานมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักและคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน โดยปัจจัยพื้นฐานอาจเป็นปัจจัยในระดับมหภาค เช่น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ยอดดุลงบประมาณ หรืออาจเป็นปัจจัยในระดับจุลภาค เช่น เงินปันผล กระแสเงินสด หรือยอดขายสินค้า

 2.Risk-based Smart Beta หรือการนำปัจจัยด้านความเสี่ยง (Risk) มาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักและคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงโดยรวมต่ำที่สุด และมีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่าการลงทุนแบบทั่วๆ ไป

 เข้าใจยากเหมือนกัน...ขอดูตัวอย่างสักหน่อย

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ขอแสดงตัวอย่างการลงทุนแบบ Smart Beta กันสักหน่อย โดยจะขอยกตัวอย่างหนึ่งในกลยุทธ์ของ Smart Beta ที่เรียกว่า Minimum Volatility หรือกลยุทธ์ความผันผวน (ความเสี่ยง) ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่ม Smart Beta ในปัจจุบัน

แล้ว Minimum Volatility มีหลักการอย่างไร?

Minimum Volatility ใช้หลักการบริหาร คือ การเลือกหุ้นและกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนมีความผันผวนของผลตอบแทน (Standard Deviation) ต่ำที่สุด ซึ่งช่วยให้เวลาที่ตลาดหุ้นผันผวน กลยุทธ์แบบ Minimum Volatility มักจะปรับลงน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดี ความผันผวนต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าผลตอบแทนจะต่ำกว่าเสมอไป โดยจะสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นจากตารางสถิติดังนี้

เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของดัชนีหลักและดัชนีที่ใช้ Volatility เป็นเกณฑ์การลงทุน

จากสถิติผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังนั้น จะเห็นได้ว่าดัชนีที่ใช้กลยุทธ์ Minimum Volatility จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าดัชนีปกติ ไม่เพียงเท่านั้น อีกประเด็นสำคัญคือ ให้ค่าความเสี่ยงที่ต่ำกว่าอีกด้วย (ตามตาราง)

ฟังดูมีแต่ข้อดีนะ... แล้วข้อเสียล่ะคืออะไร?

อย่างไรก็ตาม ในช่วงตลาดขาขึ้น กลยุทธ์ Minimum Volatility อาจปรับขึ้นไม่เท่าดัชนีตลาด เพราะกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายในการควบคุมความผันผวนให้ต่ำที่สุด ดังนั้นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Minimum Volatility อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้นที่ชื่นชอบการลงทุนแบบจับจังหวะ ลงแรงซื้อ-ขึ้นแรงขาย อีกประเด็นคือเรื่องค่าธรรมเนียมนั้นก็จะสูงกว่ากองทุนแบบ Passive Fund แต่ไม่สูงเท่ากองทุน Active Fund

ไม่เลวเลยสินะครับสำหรับตัวอย่างการลงทุนที่เรียกว่า Smart Beta น่าจะตอบโจทย์นักลงทุนหลายๆ ท่าน เพราะเข้ามาช่วยผสานและเติมเต็มระหว่างการลงทุนแบบ Active และ Passive สำหรับประเทศไทยก็เริ่มมีการนำกลยุทธ์แบบ Smart Beta มาเป็นทางเลือกให้นักลงทุนแล้วนะครับ แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมครับ เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ Smart สมชื่อ และคุ้มค่ากับการศึกษาเพิ่มเติมครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน