
Smart Beta การลงทุนที่ Smart
โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล
โดย...พรชัย อร่ามอาภากุล
คําถามที่นักลงทุนมากมายสงสัยมานานว่าควรเลือกลงทุนกองทุนรวมแบบไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Active Fund กับ Passive Fund ซึ่งสาเหตุมาจากกองทุนทั้งสองประเภทนี้มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันในหลายมิติดังนี้
ข่าวดีคือวันนี้คุณอาจไม่ต้องเลือกระหว่าง Active Fund กับ Passive Fund อีกต่อไป เพราะมีทางเลือกใหม่ที่รวมข้อดีของกองทุนทั้งสองประเภท (และอาจรวมข้อจำกัดบางอย่างด้วย) ซึ่งเรียกว่า Smart Beta
แล้วการลงทุนแบบ Smart Beta คืออะไร?
การลงทุนแบบ Smart Beta คือการลงทุนอย่างเป็นระบบที่มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนเชิงรับทั่วๆ ไป โดยนำข้อดีของการลงทุนเชิงรับในแง่ที่เป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบที่แน่นอน ช่วยลดต้นทุนและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน มารวมกับข้อดีของการลงทุนเชิงรุก ในแง่การมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่คำนวณโดยใช้มูลค่าตลาด โดยการลงทุนแบบ Smart Beta สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1.Fundamental Smart Beta หรือการนำปัจจัยพื้นฐานมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักและคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน โดยปัจจัยพื้นฐานอาจเป็นปัจจัยในระดับมหภาค เช่น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ยอดดุลงบประมาณ หรืออาจเป็นปัจจัยในระดับจุลภาค เช่น เงินปันผล กระแสเงินสด หรือยอดขายสินค้า
2.Risk-based Smart Beta หรือการนำปัจจัยด้านความเสี่ยง (Risk) มาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักและคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงโดยรวมต่ำที่สุด และมีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่าการลงทุนแบบทั่วๆ ไป
เข้าใจยากเหมือนกัน...ขอดูตัวอย่างสักหน่อย
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ขอแสดงตัวอย่างการลงทุนแบบ Smart Beta กันสักหน่อย โดยจะขอยกตัวอย่างหนึ่งในกลยุทธ์ของ Smart Beta ที่เรียกว่า Minimum Volatility หรือกลยุทธ์ความผันผวน (ความเสี่ยง) ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่ม Smart Beta ในปัจจุบัน
แล้ว Minimum Volatility มีหลักการอย่างไร?
Minimum Volatility ใช้หลักการบริหาร คือ การเลือกหุ้นและกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนมีความผันผวนของผลตอบแทน (Standard Deviation) ต่ำที่สุด ซึ่งช่วยให้เวลาที่ตลาดหุ้นผันผวน กลยุทธ์แบบ Minimum Volatility มักจะปรับลงน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดี ความผันผวนต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าผลตอบแทนจะต่ำกว่าเสมอไป โดยจะสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นจากตารางสถิติดังนี้
เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของดัชนีหลักและดัชนีที่ใช้ Volatility เป็นเกณฑ์การลงทุน
จากสถิติผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังนั้น จะเห็นได้ว่าดัชนีที่ใช้กลยุทธ์ Minimum Volatility จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าดัชนีปกติ ไม่เพียงเท่านั้น อีกประเด็นสำคัญคือ ให้ค่าความเสี่ยงที่ต่ำกว่าอีกด้วย (ตามตาราง)
ฟังดูมีแต่ข้อดีนะ... แล้วข้อเสียล่ะคืออะไร?
อย่างไรก็ตาม ในช่วงตลาดขาขึ้น กลยุทธ์ Minimum Volatility อาจปรับขึ้นไม่เท่าดัชนีตลาด เพราะกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายในการควบคุมความผันผวนให้ต่ำที่สุด ดังนั้นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Minimum Volatility อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้นที่ชื่นชอบการลงทุนแบบจับจังหวะ ลงแรงซื้อ-ขึ้นแรงขาย อีกประเด็นคือเรื่องค่าธรรมเนียมนั้นก็จะสูงกว่ากองทุนแบบ Passive Fund แต่ไม่สูงเท่ากองทุน Active Fund
ไม่เลวเลยสินะครับสำหรับตัวอย่างการลงทุนที่เรียกว่า Smart Beta น่าจะตอบโจทย์นักลงทุนหลายๆ ท่าน เพราะเข้ามาช่วยผสานและเติมเต็มระหว่างการลงทุนแบบ Active และ Passive สำหรับประเทศไทยก็เริ่มมีการนำกลยุทธ์แบบ Smart Beta มาเป็นทางเลือกให้นักลงทุนแล้วนะครับ แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมครับ เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ Smart สมชื่อ และคุ้มค่ากับการศึกษาเพิ่มเติมครับ







