
ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ไม่สร้างภาพ แต่สร้างโอกาสการฟื้นตัว
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
Grassroots Economic Sentiment Index : GSI หรือดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก เป็นตัวชี้วัดความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งดำเนินการสำรวจและวิจัยโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน เพื่อหาค่าตัวเลขประมาณการทางสถิติที่สะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนระดับฐานราก ว่ามีความรู้สึกมั่นใจในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในอนาคตอย่างไร
ปรากฏผลว่าในไตรมาส 3/2559 ดัชนี GSI อยู่ที่ระดับ 49 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ระดับ 44.1 หมายความว่า ประชาชนมีความมั่นใจในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจว่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
โดยผลที่ได้นี้เกิดจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จำนวน 1,526 ตัวอย่าง ซึ่งการวัดค่า GSI จะสะท้อนมุมมองทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงความจริง เพราะครอบคลุมถึงความรู้สึกของประชากรที่อยู่ร่วมในเศรษฐกิจนั้นๆ ด้วย โดยมีเกณฑ์ว่าถ้าดัชนี GSI อยู่ที่ระดับ 50 ถือว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GSI เป็นเพียงมุมมองด้านความรู้สึกต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่คำนวณมาจากความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย การหารายได้ โอกาสในการหางานทำ ภาวะเศรษฐกิจ การออม และภาระหนี้สิน ซึ่งผลการศึกษาวิจัยพบว่า
ในไตรมาส 3 ปี 2559 ประชาชนมีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นทุกด้าน ยกเว้นความเชื่อมั่นต่อภาระหนี้สินที่ต่ำลง สอดคล้องกับสถานการณ์หนี้สินของครัวเรือนไทยที่ยังคงมีการขยายตัว โดยปี 2558 ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินเฉลี่ย 160,854.28 บาท สูงกว่าปี 2556 ถึง 14%
แม้ว่าดัชนี GSI จะเป็นแค่ตัวเลขของประมาณการความรู้สึกของพี่น้องประชาชนฐานรากต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เพราะนโยบายหรือมาตรการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันของภาครัฐเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากเป็นตัวขับเคลื่อน
ดังนั้น การได้รับรู้มุมมองความรู้สึกของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญไม่น้อย และไม่เพียงความรู้สึกปัจจุบันที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อน หากยังรวมถึงความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนฐานรากที่คาดหวังต่อเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้าด้วย ซึ่งผลการวิจัยยืนยันว่า พี่น้องประชาชนฐานรากมีระดับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.8 จากระดับ 45.9 ในไตรมาส 2/2559 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ยังคาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ซึ่งยังมีสัญญาณที่ดีอยู่ว่า ประชาชนฐานรากเกินกว่าครึ่งมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย (61.9%) โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการดำรงชีพ เช่น เครื่องอุปโภคบริโภค รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายด้านที่พักอาศัย และค่าสาธารณูปโภค ตามลำดับ
แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ ประชาชนฐานรากยังไม่มีเงินออม โดยผลสำรวจพบว่า 58.4% ของประชาชนฐานรากไม่มีการออม ส่วนอีก 41.6% มีการเก็บออมบ้าง โดยอัตราการออมเฉลี่ยอยู่ที่ 15.4% ของรายได้
ดังนั้น สิ่งที่จะสามารถช่วยให้ประชาชนฐานรากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงอยู่ที่การช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เช่น การควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น การหารายได้เสริมให้ประชาชนฐานรากและการให้สวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นความต้องการลำดับแรกๆ ที่ผู้มีรายได้น้อยประสงค์ให้รัฐบาลช่วย และรัฐบาลก็ได้สนองตอบต่อความต้องการนั้นอย่างรวดเร็ว โดยมีหลายภาคส่วนร่วมมือกัน
เช่น ธนาคารออมสินมีการปรับตารางเวลาการผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และกำหนดมาตรการผ่อนปรนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งสนับสนุนและให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย อันจะทำให้พวกเขาสามารถจัดสรรเงินเพื่อใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







