
'โดนัลด์ ทรัมป์' ผงาด กินรวบประธานาธิบดี-สภาคองเกรส
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีวัย 70 ปี จากพรรครีพับลิกัน คว้าชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 เตรียมขึ้นสู่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ โดยเป็นการคว้าชัยเหนือ ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต อย่างพลิกความคาดหมายของโพลทุกสำนัก ที่ต่างทำนายว่าฮิลลารีจะได้กลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ และพรรครีพับลิกันยังชนะการเลือกตั้ง 2 สภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สามารถกุมบังเหียนฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้พร้อมกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา
ทรัมป์คว้าคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า 270 เสียงเพียงพอต่อการขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนถัดไป โดยคณะผู้เลือกตั้งมีกำหนดลงคะแนนอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 ธ.ค. ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.
“ฮิลลารีพยายามมาโดยตลอด และฮิลลารีก็ทำงานอย่างหนักมาอย่างยาวนาน พวกเราติดหนี้บุญคุณเธอสำหรับสิ่งที่เธอทำเพื่อประเทศของเรา ผมหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ ถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันจะผูกความแตกแยกและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งรีพับลิกัน เดโมแครต และผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทั่วประเทศ ผมขอให้นี่เป็นเวลาเพื่อให้พวกเราทุกคนรวมกันในฐานะสหประชาชน” ทรัมป์ กล่าวในสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะ ซึ่งเน้นย้ำการรวมเป็นหนึ่งเพื่อร่วมกันพลิกฟื้นประเทศ และเดินหน้าอเมริกันดรีมอีกครั้ง
ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ยังส่งสาส์นไปยังประชาคมโลก ว่าสหรัฐพร้อมที่จะสามัคคีกับประเทศอื่นที่พร้อมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อไป
“ผมอยากจะบอกกับประชาคมโลกว่า แม้พวกเราจะยึดประโยชน์ของสหรัฐก่อน แต่พวกเราก็จะจัดการอย่างเท่าเทียมกับทุกคนและทุกประเทศอื่น พวกเราจะหาผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ความเป็นศัตรู พวกเราจะหาความเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่ความขัดแย้ง” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 กล่าว
ขณะเดียวกันด้านสภาผู้แทนราษฎรที่มีการเปิดเลือกทั้งหมด 435 ที่นั่ง พรรครีพับลิกันสามารถกลับมาครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาได้ สวนทางกับพรรคเดโมแครตที่เสียที่นั่งในวุฒิสภาไป และแพ้ให้กับพรรครีพับลิกันที่ 49 ต่อ 51 เสียง ส่งผลให้รีพับลิกันครองทั้งส่วนบริหารและนิติบัญญัติได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระหว่างปี 2005-2007
ภารกิจด่วนยกเลิกมรดกโอบามา
หนึ่งในแผน 100 วันของทรัมป์ คือ การยกเลิกอำนาจพิเศษของประธานาธิบดีที่โอบามาประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ หนึ่งในนั้นคือ การยกเลิกการปฏิรูปการอพยพเข้าเมือง ที่โอบามาใช้อำนาจประธานาธิบดีในการออกบังคับใช้กฎหมายในปี 2012 และ 2014 เช่น การขยายระยะเวลาให้ผู้ที่เข้ามาอาศัยอย่างผิดกฎหมายก่อน เดือน มิ.ย. 2007 ซึ่งขณะนั้นมีอายุต่ำกว่า 16 ปี ได้อยู่ในสหรัฐได้นานขึ้น โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ คำนวณว่าผู้ที่เข้าข่ายโครงการดังกล่าวมีราว 1.2 ล้านคน
ในขณะเดียวกันทรัมป์ยังให้สัญญาจะ “สร้างกำแพงที่ชายแดนเม็กซิโก” เพื่อป้องกันผู้อพยพเข้ามา ขณะที่ยังจะส่งกลับผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและอยู่เกิดวีซ่า โดย วอชิงตันโพสต์ ประเมินว่า จำนวนที่ทรัมป์ต้องส่งกลับสูงถึง 5-6.5 ล้านคน และค่าใช้จ่ายทั้งการสร้างกำแพงและการส่งกลับสูงถึง 5.12-6.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7-2.3 ล้านล้านบาท)
“เมื่อมีการเปลี่ยนพรรคที่คุมทำเนียบขาว กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่อนาคตประธานาธิบดีจะยกเลิกคำสั่งภายใต้อำนาจประธานาธิบดีคนเก่าทันทีที่มีโอกาสแรก” ซูซาน ซัลลิแวน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าว
นอกจากนี้ ในแผนการ 100 วันแรก ทรัมป์ตั้งใจจะจำกัดไม่ให้อดีตผู้มีตำแหน่งในทำเนียบขาวตบเท้าเข้าบริษัทล็อบบี้หลังพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงยกเลิกการส่งงบประมาณให้กับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการจัดการภาวะโลกร้อน และนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ
ขณะเดียวกันเว็บไซต์ว็อกซ์ ซึ่งติดตามข่าวสารแวดวงการเมืองสหรัฐ เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่พรรครีพับลิกันจะยกเลิกนโยบายประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” โดยมีการวางแผนที่จะยกเลิกโอบามาแคร์มาตั้งแต่ต้นปี 2016 ที่ผ่านมา
ความพยายามครั้งก่อนของรีพับลิกันต้องตกไป หลังโอบามาในฐานะประธานาธิบดีปฏิเสธที่จะยกเลิกนโยบายดังกล่าว แม้จะผ่านทั้งสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ขณะที่ถ้ามีการพยายามยกเลิกครั้งใหม่จริง ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทรัมป์ให้สัญญายกเลิกนโยบายดังกล่าว
นอกจากนี้ การครองสองสภายังทำให้รีพับลิกันผลักดันการปรับลดภาษีได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของทรัมป์ในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% ให้เหลือ 15% โดยเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยอดีตประธานาธิบดีบุช ลดภาษีในปี 2001 และ 2003 ขณะที่เดโมแครตก็ใช้ข้อได้เปรียบหลังพรรคครองทั้งสองสภาในการผลักดันโอบามาแคร์ในปี 2010
รีพับลิกันเสียงแตกภายในพรรค
แม้รีพับลิกันจะสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายต่อหลายคน ต่างแสดงความไม่ชอบอนาคตประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเห็นได้ชัด เช่น ลินด์เซย์ แกรแฮม สว.จากรีพับลิกันเอง ก็เคยประกาศจะไม่ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และหันไปเลือกผู้สมัคร
อิสระแทน
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ทรัมป์เคยต่อว่า พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันว่าอ่อนแอและเป็นผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพ ขณะที่ ไรอัน และมิตช์ แมคคอนเนลล์ ประธานสภาสูงจากรีพับลิกันต่างหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อทรัมป์ในที่สาธารณะ และไม่เคยเข้าร่วมรณรงค์หาเสียงกับทรัมป์เลยสักครั้ง
นอกจากนี้ รีพับลิกันที่เป็นสมาชิกสภาสูงก็มีความคิดแตกต่างกัน ทั้งในด้านการอพยพเข้าเมือง การค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ในด้านสภาล่าง สมาชิกผู้แทนราษฎรหลายคนจากพรรครีพับลิกันชื่นชอบไรอันจากความพยายามของไรอันในการหาเสียงให้กับสมาชิกแต่ละคนในขณะที่เรื่องอื้อฉาวการเอ่ยคุกคามทางเพศสตรีของทรัมป์ทำให้ความนิยมของพรรคตกลงไป







