
ผลกระทบเศรษฐกิจไทยต่อนโยบาย "ทรัมป์"
นักธุรกิจกังวลใจนโยบายเศรษฐกิจของ โดนัล ทรัมป์ จะทำให้เกิดผลกระทบหนักทั้งตลาดเงินตลาดทุนและการค้าของไทย
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
นักธุรกิจกังวลใจนโยบายเศรษฐกิจของ โดนัล ทรัมป์ จะทำให้เกิดผลกระทบหนักทั้งตลาดเงินตลาดทุนและการค้าของไทย โดย พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต้องดูว่าทรัมป์จะทำตามเหมือนกับที่ได้หาเสียงไว้หรือไม่ ตั้งแต่นโยบายการค้าที่จะกีดกันทางการค้ากับเม็กซิกันและจีนในการขึ้นภาษีนำเข้า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่ได้มีผลกับประเทศอื่นโดยตรง แต่จะเป็นผลพวงจากซัพพลายเชนอื่นที่ตั้งการผลิตนอกประเทศหรือผลิตให้จีน หรือให้จีนผลิตแล้วส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งมันจะกระทบต่อวงจรการผลิตและเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ทั้งนี้ ประชากรของสหรัฐเองก็ต้องใช้สินค้าที่แพงขึ้นเพราะของส่วนใหญ่ผลิตมาจากจีน การลดภาษีหรือการลงทุนในเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเองจะมีผลทำให้เกิดหนี้หรือสร้างหนี้ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเอง หรือนโยบายทางทหารที่หลายคนถึงกับกลัวว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงที่ทรัมป์จะรอรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2560 ระหว่างนี้หุ้นไทยจะมีความกังวล (แพนิก) ระยะสั้น แต่สุดท้ายก็ต้องมีการดีดกลับ เพราะตอนนี้ตลาดทุนโลกยังได้รับอานิสงส์เพราะสภาพคล่องยังมีล้นโลกอยู่ ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงไทยด้วยยังน่าจะได้รับอานิสงส์กระแสเงินไหลเข้าอยู่ เพราะที่ผ่านมาเงินต่างชาติทยอยออกไปบ้าง อีกทั้งหุ้นไทยก็ไม่ได้แพงมาในระยะยาว และที่สำคัญทรัมป์เขาไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นประชาธิปไตยอย่างโอบามา และจริงๆ ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีเชื่อว่าคนคนเดียวไม่สามารถตัดสินทุกอย่าง และ 8 ปีที่โอบามาทำมาก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ถ้าช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นผันผวนไปถึงเดือน ธ.ค. อาจจะมีผลทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการชะลอเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน
สิ่งที่น่าห่วงคือ เรื่องค่าเงินเหรียญสหรัฐเพราะถ้าทรัมป์ทำอย่างที่พูดเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งมากกว่าปกติ ซึ่งจะกระทบค่าเงินสกุลอื่นมีการผันผวนตามไปด้วยเพราะเศรษฐกิจสหรัฐใหญ่สุดในโลก แต่จะไม่กระทบกับเศรษฐกิจโลกในทางลบ เชื่อว่าประเทศไทยจะเล็กเกินไปที่สหรัฐจะมายุ่ง เมื่อหุ้นลงก็อย่าไปตกใจมาก ยังพอดูเป็นโอกาสเข้าสะสมได้ โดยปีหน้าหุ้นไทยมีโอกาสไปแตะที่ดัชนี 1,600-1,650 จุดได้ แต่ต้องติดตามความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเอกชนที่จะเกิดการลงทุนตามที่ภาครัฐได้มีการลงทุนในปีนี้
จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า คาดว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้มีน้อยลง เนื่องจากเฟดไม่ต้องการให้ตลาดไม่ผันผวนมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย แต่ธนาคารยังไม่ได้ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาทปีนี้ มองปลายปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ระหว่างนี้เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างขึ้นแถวๆ 34.50-35.50 บาท เคลื่อนไหวตามข่าวนโยบายของผู้นำคนใหม่ที่จะทยอยออกมา
สำหรับทองคำ พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า การที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐยิ่งเป็นโอกาสในระยะยาวที่จะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสได้ขึ้นไปแตะที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เพราะมีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยซึ่งกรอบราคาทองที่เคลื่อนไหวช่วงนี้จะอยู่ที่ 1,295-1,350 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ กลยุทธ์คือซื้อขายในระยะสั้นเมื่อราคาอยู่ในแนวรับนี้ และทยอยขายที่แนวต้าน แต่ต้องระมัดระวังในการลงทุน ส่วนระยะยาวเริ่มทยอยเก็บเข้าสะสมทองคำได้ในบางช่วง อย่าเพิ่งเทหมดหน้าตัก
ราคาทองคำได้ดีดขึ้นไป 1,337 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แล้วก็มีแรงขายทำกำไรออกมา จากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับแนวรับใหม่ให้เห็นเสมอ จากเดิมอยู่ที่ 1,304-1,307 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และวันที่ 9 พ.ย.ก็สามารถทะลุผ่านมาได้ จนแนวรับถัดไปที่ 1,340 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ทรัมป์จะมีแนวทางอย่างไรต่อกับการทำงานของ เจเน็ต เยลเลน
ขณะที่ ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการและผู้จัดการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องติดตามถึงผลการประชุมเฟดเดือน ธ.ค. เพราะก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่หลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง อาจมีถ้อยแถลงที่ปรับเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวได้ ทั้งนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำทั้งปีนี้ไว้ที่ 1,260-1,350 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ ผู้แทนสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่ โรนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสหรัฐอเมริกาจะได้มีการเปลี่ยนแปลง หากทรัมป์สามารถทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาภายในประเทศค่อนข้างมาก การที่ทรัมป์ชนะในครั้งนี้จึงถือเป็นการกลับมาเก็บกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาด และหยุดยุ่งเรื่องต่างประเทศ แต่ทั้งนี้หากสหรัฐอเมริกาทำการกีดกันทางการค้ากับประเทศจีน มองว่า สหรัฐอเมริกาอาจอยู่ในภาวะลำบาก
อย่างไรก็ดี เชื่อว่านโยบายที่ ทรัมป์ ประกาศออกมาไม่น่าจะทำการเปลี่ยนแปลงสหรัฐอเมริกาได้ทั้งหมด เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศได้ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาค่อนข้างน้อย แต่ถ้าสหรัฐอเมริกามีปัญหากับประเทศจีน ปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยค่อนข้างรุนแรง เพราะไทยพึ่งพาจีนค่อนข้างเยอะ
การที่ประเทศไทยมีการปรับกลยุทธ์ด้านการส่งออกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยการหันไปส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในอาเซียนมากขึ้นคิดเป็นอัตราส่วนมากถึง 20% ถือเป็นการลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับการเริ่มส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลางและละตินอเมริกา เพราะกลุ่มประเทศดังกล่าวหากนำมารวมกับอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น เหมือนกับการส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในยุโรป แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งแก้ไขปัญหาตอนนี้ คือ ทำให้การเมืองนิ่งที่สุด







