posttoday
เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

09 พฤศจิกายน 2559

นวัตกรรม RFID หรือ Radio Frequency Identification คือ การระบุข้อมูลสิ่งต่างๆ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นวัตกรรม RFID หรือ Radio Frequency Identification คือ การระบุข้อมูลสิ่งต่างๆ โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ ถูกนำเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างหลากหลาย เพียงแต่ว่าจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งรอบตัวเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีของอาร์เอฟไอดีมาเป็นส่วนประกอบ เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรศูนย์อาหาร บัตรเอทีเอ็ม ระบบขนส่งสินค้าไปจนถึงแท็กติดราคาสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คลื่นความถี่สำหรับการใช้งานอาร์เอฟไอดีนั้น จะมี 5 คลื่นความถี่ คือ UHF, DHF, LF, HF และ Microwave โดยคลื่นที่นิยมนำมาใช้งานนั้น คือ HF ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูงมีระยะการอ่าน 5-10 เซนติเมตร ถูกนำไปใช้ในเครื่องอีซี่พาสสำหรับผ่านประตูบนทางด่วนและการอ่านผ่านเครื่องอีดีซีสำหรับตัดเงินในบัตรตามศูนย์อาหารหรือบัตรรถไฟฟ้า เป็นต้น

UHF คือ การอ่านคลื่นความถี่ระยะไกลนิยมนำไปใช้ในอุปกรณ์ประเภทคลังสินค้าหรือกล่องพัสดุที่ต้องผ่านตัวอ่านระยะไกลมาก ซึ่งเปลี่ยนจากการใช้งานบาร์โค้ดแบบเดิม ช่วยในการเช็กสต๊อกสินค้าภายในคลังพัสดุขนาดใหญ่ หรือตรวจสอบว่าสินค้าที่นัดส่งไปถึงยังปลายทางครบถ้วนหรือไม่

ทั้งนี้ การสนับสนุนของภาครัฐในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 ทำให้หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องเร่งลงทุนเรื่องเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น ทำให้ภาพรวมมูลค่าตลาดทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รวมกันเฉลี่ยการเติบโตอยู่ที่ 30% เป็นแบบนี้ต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว ยิ่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอี-เพย์เมนต์ ธนาคารและโลจิสติกส์ ทำให้เทคโนโลยีนี้โตเร็วมากขึ้น

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไว้ว่า ในอนาคตชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีนั้นจะมีราคาถูกลงเหลือเพียงชิ้นละ 1 บาท ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและรอให้เทคโนโลยีนี้มีราคาถูกลง ซึ่งตอบตามตรงว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้น เปรียบเสมือนชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบซอฟต์แวร์ด้านการอ่านข้อมูล รวมทั้งตัวชิ้นส่วนที่ติดตั้ง จึงเป็นไปได้ยากที่จะลดราคาลงมาได้ขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนในการใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีนี้ให้มีราคาถูก ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานที่ต่อเนื่อง เพราะการนำเข้าสินค้าจากจีนมีการกดราคาให้ต่ำเพื่อหวังตัดราคา แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องคุณภาพในการใช้งาน เมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหาส่งผลให้ลูกค้าเจอผลกระทบจากการใช้งานและไม่อยากลงทุนซ้ำ ทั้งที่เจ้าของธุรกิจเองตัดสินใจลงทุนเรื่องราคามากกว่าคุณภาพ

นอกจากนี้ การลงทุนของกลุ่มอี-เพย์เมนต์ในชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีที่จะเห็นเพิ่มขึ้นในปีหน้า เพราะทางกระทรวงการคลังสั่งให้กลุ่มธนาคารเร่งลงทุนบัตรเอทีเอ็มที่มีระบบอาร์เอฟไอดีและเครื่องอ่านบัตร (EDC Reader) ซึ่งทั้งสองระบบนี้รวมกันจะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น เครื่องอ่านบัตร 2 ล้านเครื่อง บัตรเครดิตจากรูปแบบเดิมที่ธนาคารจะเปลี่ยนให้ลูกค้าใหม่ ประมาณ 5 ล้านใบ จากจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดที่มีในตลาดกว่า 13 ล้านใบ

ทางด้าน ชานนท์ ตุลาบดี ซีอีโอ บริษัท กราวิเทคไทย (ไทยแลนด์) กล่าวเสวนาในหัวข้อ ไทยพร้อมแล้วสู่เป้าหมาย IOT hub of ASEAN ไว้ว่า ในปี 2563 จะมีชิ้นส่วนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว่า 5 หมื่นล้านชิ้น ทำให้การทำงานอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีเซ็นเซอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานอุปกรณ์ต่างๆ มีความฉลาดมากขึ้น อาทิ รถยนต์จะเปลี่ยนเป็นสมาร์ทคาร์ มือถือเปลี่ยนมาเป็นสมาร์ทดีไวซ์ โดยการอ่านข้อมูลผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ จะฝังอาร์เอฟไอดีไว้ทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลและอ่านคำสั่งของระบบได้

เมื่อภาครัฐสนับสนุนในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 โอกาสการเติบโตของไอโอทีในประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 3 ปัจจัย คือ สมาร์ทโฮม จะมีจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 10.7 ล้านครัวเรือน สมาร์ทฟาร์ม มูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตร 1.2 ล้านล้านบาท และสมาร์ทแฟกตอรี่ โดยโรงงานทั่วประเทศกว่า 1.39 แสนโรงงาน การจะเกิดระบบเหล่านี้ได้จะต้องมีทั้งเครื่องอ่านและอุปกรณ์ฝังอยู่ในตัวเครื่อง

หากภาคธุรกิจไม่เร่งลงทุนหรือปรับตัวเพื่อรับเทรนด์นี้ก็อาจเสียโอกาสได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย