
ชูเศรษฐกิจกระแสใหม่
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ 4 โมเดลเพิ่มรายได้
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ 4 โมเดลเพิ่มรายได้
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ชู 4 เศรษฐกิจกระแสใหม่ ขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตปลัดกระทรวงการคลังและอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หากจะก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ด้านที่ 1 เศรษฐกิจชีวภาพ คือ การใช้ศักยภาพของชีวภาพที่มีในประเทศให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับที่ 8 ของโลก มีพืชชีวภาพ 1.35 หมื่นชนิด ทั้งต้องใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเชิงชีวภาพมากขึ้น
ด้านที่ 2 เศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยพบว่าปัจจุบันกว่า 23 ล้านคน ในประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่ได้มีการนำข้อมูลออนไลน์มาใช้ทางเศรษฐกิจ หรือในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย นอกเหนือจากสามารถนำข้อมูลมาใช้แล้วนั้นต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันและกันในหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนอย่างโปร่งใส
ด้านที่ 3 เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่ต้องเชื่อมโยงกับนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ใช้การส่งออกวัฒนธรรม ผ่านภาพยนตร์ เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอื่นหลายด้าน อาทิ แฟชั่น และเครื่องสำอาง
"ประเทศไทยปัจจุบัน พบว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของไทยมีส่วนร่วมอยู่ในเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศ 13.5% ซึ่งเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา" นายสถิตย์ กล่าว
สำหรับเศรษฐกิจกระแสใหม่ด้านที่ 4 เศรษฐกิจผู้สูงวัย ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุ 20% ซึ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว พบว่าเป็นผู้สูงวัยที่ยังมีกำลังและทำงานให้กับประเทศได้ 79.5% เป็นผู้สูงอายุติดบ้านที่ช่วยเหลือตัวเองได้ 19% และเป็นผู้สูงอายุติดเตียง 1% โดยกลุ่มแรกยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเกี่ยวเนื่องของอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้สูงอายุด้วย
นายสถิตย์ ระบุว่า ปัจจุบันรายได้ประชากรของไทยอยู่ที่ 5,780 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี ถ้าเพิ่มให้เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว จะมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 1.27 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าประเทศไทยจะไปถึงขั้นนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 ปี และต้องเร่งผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกระแสใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย







