
ฝ่าด่าน New Normal ด้วย Big Impact Project
สวัสดีครับแฟนคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจที่รักทุกท่าน จากบทความครั้งก่อนผมได้เกริ่นถึงว่าทำอย่างไร
โดย...ธัชพล กาญจนกูล
สวัสดีครับแฟนคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจที่รักทุกท่าน จากบทความครั้งก่อนผมได้เกริ่นถึงว่าทำอย่างไร จึงจะสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้กลับมาลงทุน ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกแบบ New Normal ที่ฟื้นตัวได้ช้าและขยายตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นปัจจุบัน ครั้งนี้ผมจึงขออธิบายถึงแนวคิดและความจำเป็นว่าทำไมเราจะต้องสร้าง Big Impact ที่มีแรงกระเพื่อมในหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้กลับมา สิ่งสำคัญตอนนี้คือภาครัฐต้องเป็นผู้นำและร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสร้างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบประชารัฐที่ชัดเจนและแรงพอ เพื่อชี้นำให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้
ท่ามกลางมรสุมต่างๆ มากมายผมต้องขอให้กำลังใจกับรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคสามารถผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้ขยายตัวได้ดีถึงระดับร้อยละ 3.5 ในไตรมาส 3 ซึ่งสูงกว่า GDP โลกที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 3.1
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในภาพรวมจะดูดีทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลกว่า 1 ล้านล้านบาท ด้านเสถียรภาพก็แข็งแกร่งทุนสำรองฯ ของเราเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 6.26 ล้านล้านบาท สูงกว่าหนี้ระยะสั้น 3.1 เท่า สูงกว่าการนำเข้า 12.3 เท่า ซึ่งถือว่ามีเสถียรภาพสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจระดับล่างของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยคล่องตัวเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เพราะประเทศเรายังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากการที่ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 70 (ประมาณ 47 ล้านคน) ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะเป็นผู้ที่ไม่อยู่ในตลาดแรงงานทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก นักเรียน นักศึกษา และผู้ไม่มีงานทำ เป็นต้น ประมาณ 28 ล้านคน ผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตร ทำงานของครัวเรือนและอาชีพอิสระอีก 19 ล้านคน ดังนั้นเมื่อการค้าโลกซบเซาผลิตภาพจากแรงงานของลูกจ้างภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการอีกประมาณ 20 ล้านคน ก็ถูกกระทบไปด้วย จึงไม่มีกำลังเพียงพอจะผลักดันให้การบริโภคขยายตัวได้ในระดับสูงเช่นอดีตได้
ดังนั้น เครื่องมือภาครัฐที่เหลืออยู่และเหมาะสมก็คือนโยบายการคลัง ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นพระเอกมาตลอด และสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องในปีหน้า หากภาครัฐมีการลงทุนที่มี Big Impact ในวงกว้างทั้งความต้องการแรงงาน ความต้องการวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูน อิฐ หิน ดิน ทราย รวมทั้งระบบไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ได้ประโยชน์จะทำให้มีเม็ดเงินไหลลงไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง และที่สำคัญจะเป็นการส่งสัญญาณให้กับภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ และผมเห็นว่าโครงการที่เหมาะในการนำร่อง เช่น การเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน (AEC) หรือโครงการสร้างเมืองใหม่ Smart City ซึ่งเป็น Mega Trend ของเศรษฐกิจในอนาคต เพราะงานวิจัยของต่างประเทศได้คาดการณ์ว่าในอนาคตประชากรจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองถึงร้อยละ 60 จะเห็นได้จากต่างประเทศ เช่น สเปน เนเธอร์แลนด์ หรือเกาหลีใต้ ต่างร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง ไอบีเอ็ม เอทีแอนด์ที ซิสโก้ ในการสร้างระบบบริหารจัดการเมืองครบวงจร โดยเฉพาะระบบ Smart GRID เพื่อการวางแผนการใช้พลังงานอัจฉริยะของเมือง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Smart City ขณะที่บริษัท GE และ Google ต่างเร่งลงทุนในธุรกิจนี้แล้ว เพราะเป็นกระแสเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มีคู่แข่งน้อยและให้ผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะยาว
ความสำคัญของการสร้าง Big Project ขึ้นมาจะไปผลักดันให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และส่งผลต่อการขยายตัวของ GDP มากถึงร้อยละ 7-10 ต่อปี อย่างเช่นในอดีตที่เราผลักดันโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด จนทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เป็นที่จับตามองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเร่งเดินหน้าทุกโครงการจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนใหม่มหาศาลมากกว่า 2 ล้านล้านบาท เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจทุกภาคส่วน สร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ มากขึ้น รวมถึงบรรยากาศการค้าขายทุกระดับก็จะตามมา ประชาชนชาวไทยจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถหลุดพ้นจากกับดักผู้มีรายได้ปานกลาง ดังเช่นที่ประสบอยู่ในขณะนี้ได้ครับ







