
สมาคมการค้าและการเตรียมพร้อมรับเขตการค้าเสรี
.....นคร สังขรัตน์
ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการเปิดการค้าเสรี (FTA) ไว้เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการส่งออก และปรับโครงสร้างการผลิตในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมียุทธศาสตร์การเจรจา FTA เพื่อรักษาตลาดเดิมที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น สหรัฐ และญี่ปุ่น และขยายตลาดใหม่ทั้งในแนวกว้าง และเจาะลึกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ตลาดที่เป็นประตูการค้าในภูมิภาคอื่นๆ เช่น บาห์เรน ในตะวันออกกลาง เปรู ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น พิจารณาเตรียมความพร้อมในการเปิดการค้าเสรีก้าวต่อไปกับสหภาพยุโรป แคนาดา แอฟริกาใต้ ชิลี เม็กซิโก เกาหลี กลุ่ม MERCOSURE และ EFTA เป็นต้น
การทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) เป็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งการทำ FTA จะรวมถึงการเปิดเสรีการค้าบริการ (Services) และการลงทุน
ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เห็นว่าการค้าเสรีก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ผลิตสามารถเลือกใช้วัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตจากแหล่งต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ได้ผลผลิตสู่ตลาดในราคาถูกได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ในโลกที่เป็นจริง ทุกประเทศมีการคุ้มกันการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศของตน ทำให้สินค้าและบริการมีราคาสูงกว่าในระบบการค้าเสรี
การทำเขตการค้าเสรีจึงมีผลกระทบทั้ง 2 ด้าน คือ ในด้านบวก ได้แก่ ทำให้มีการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ทำให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น การทำเขตการค้าเสรีทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าได้ในจำนวนมากขึ้น และราคาที่ต่ำลง ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นช่องทางกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคใกล้เคียง อินเดียเป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ ฯลฯ บาห์เรนเป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง หรือเปรูเป็นประตูการค้าสู่ประเทศในอเมริกาใต้ เป็นการแก้ไขและลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน
นอกจากจะลดภาษีลงแล้ว จะมีการเจรจาลด/ยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้การค้าระหว่างกันขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างพันธมิตรที่จะเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีผลกระทบในด้านลบ ได้แก่ ผู้ผลิตในบางอุตสาหกรรมและบริการบางสาขาอาจจะมีผลกระทบบ้าง เช่น ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงศักยภาพและมาตรฐานการผลิต ตลอดจนจะเกิดต้นทุนในการปรับตัว (Adjustment Cost) เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่สาขาที่ไทยมีความพร้อม/ได้เปรียบ และในกรณีที่ไม่สามารถแข่งขันได้ สินค้านี้จำเป็นต้องออกจากธุรกิจไป และหันไปผลิตสินค้าอื่น โดยสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบและต้องปรับตัว ได้แก่ สินค้าเกษตร (เช่น น้ำมันปาล์ม โคเนื้อ นมและผลิตภัณฑ์นม กระเทียม) เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม
นอกจากนี้ ในอนาคตภาคเอกชนไทยต้องปรับตัวเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่ประเทศไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนรวม 10 ประเทศ ได้บรรลุข้อตกลงที่จะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์ในปี 2558 ซึ่งจะส่งผลต่อกฎเกณฑ์ทางการค้า การผลิต การส่งออก ที่จะเปลี่ยนไปทั้งในทางที่ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เกษตรกร ประชาชนในประเทศไทย ทั้งในด้านการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเคลื่อนย้ายทุนระหว่างกันอย่างเสรี กลายเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน (580 ล้านคน)
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจอย่างมาก ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ประกอบการและนักธุรกิจของไทยได้มีการเตรียมความพร้อมมากน้อยเพียงใด ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจ แต่สื่อหรือช่องทางที่จะใช้สื่อสารแก่ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจยังไม่ทั่วถึง ในขณะที่การเข้ามาใช้บริการข้อมูลของผู้ประกอบการและนักธุรกิจยังมีน้อย หรือยังไม่ทราบช่องทางในการเข้าใช้บริการ
ดังนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดทำคู่มือสมาคมการค้าในการเตรียมความพร้อมรองรับเขตการค้าเสรี (FTA) โดยกำหนดจัดสัมมนา
“สมาคมการค้าและการเตรียมความพร้อมรองรับเขตการค้าเสรี” เพื่อเผยแพร่และสร้างความรู้ความเข้าใจตามคู่มือ พร้อมระดมสมองสมาคมการค้าในแนวทางการปรับตัวรองรับเขตการค้าเสรี (FTA) ของสมาคมการค้าใน 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคกลางและภาคกลางตอนบน ระหว่างวันที่ 23 ก.ย. 2553 ณ ห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 67 ก.ย. 2553 ณ ห้องประชุมใหญ่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ท่านใดสนใจร่วมงานสัมมนา ติดต่อได้ที่ 0819197559 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย






