
หลุด 880 จะจบรอบขาขึ้น
.....พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาทำจุดสูงสุดที่ 900 จุด ก่อนปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในของฝั่งยุโรปและสหรัฐ ส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตัวเลขสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของภาคบริการและภาคการผลิตในยุโรปเดือน ก.ค. ขยายตัวที่ระดับ 56.1 จุด ลดลงจากเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 56.7 จุด ในขณะที่ทางฝั่งสหรัฐดัชนีกิจกรรมด้านการผลิตในเขตแอตแลนติกลดลงสู่ระดับลบ 7.7 จุด ในเดือน ส.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นบวก 7.5 จุด ในขณะที่ยอดขายบ้านมือสองเดือน ก.ค. ลงมาต่ำสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมา ลดลง 27.2% จากที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 12% โดยนักลงทุนต่างประเทศเริ่มมียอดซื้อสุทธิในระดับที่ลดลงเรื่อยๆ และกลับเป็นขายสุทธิในวันพุธที่ผ่านมา ส่วนนักลงทุนสถาบันมียอดขายสุทธิเช่นกัน ออกมาหลังจากที่สะสมซื้อสุทธิมากในช่วงก่อน
แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังคงมีแนวโน้มแย่ ภาคแรงงานสหรัฐยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์ปรับตัวขึ้น 1.2 หมื่นราย มาอยู่ที่ระดับ 5 แสนราย ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากสุดในรอบ 10 เดือน ในขณะที่ภาคการผลิตยังมีแนวโน้มแย่ ดัชนีสำรวจการผลิตยังออกมาต่ำ ทางด้านฝั่งยุโรป เจ้าหน้าที่ ECB ออกมาให้ความเห็นว่า จะขยายเวลาการออกเงินกู้ให้กับธนาคารต่างๆ นานขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดตีความว่าอาจจะมีสัญญาณของปัญหาสภาพคล่องในยุโรปอยู่ ส่งผลให้มีแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินยูโรให้อ่อนค่า
ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เกิดจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ดี แต่เกิดจากการซื้อคืนเงินเหรียญสหรัฐ (Unwind Carry Trade) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำการกู้เงินสกุลเงินเหรียญสหรัฐและไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแทน โดยการคืนเงินกู้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐเกิดจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวลงเมื่ออยู่ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมองว่าภาวะเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างสหรัฐหรือยุโรปมีปัญหา แต่คาดว่าหุ้นเอเชียยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าโดยเปรียบเทียบ และยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของสกุลเงินในเอเชียตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งค่ากว่าภูมิภาคอื่น หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องเชื่อว่าการปรับตัวลงของตลาดยังไม่อยู่ในระดับสูงมากนัก เนื่องจากยังได้รับประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า ที่อาจมีเม็ดเงินบาทไหลเข้าสู่ตลาดทุนในฐานะที่พักของแหล่งเงินทุนเช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น โดยค่าเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 2.1% ซึ่งถือว่าแข็งค่าค่อนข้างเร็ว โดยการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น
ส่วนการทำ QE ของสหรัฐ ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินตลาดทุนโลกสูงขึ้นในระยะกลางยาว และเป็นประโยชน์ต่อสินทรัพย์ทางการเงินโดยตรง เราเชื่อว่าในที่สุดแล้วจะมีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าสู่เอเชีย เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงกว่าทางฝั่งตะวันตก ฉุดให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินและการเข้าเก็งกำไรสินทรัพย์ในเอเชียตามมา
จากภาพใหญ่ข้างต้นที่เชื่อว่าการปรับฐานในหุ้นเอเชียตลอดจนถึงหุ้นไทยจะไม่ลึก โดยทางเทคนิคจะมีแนวรับอยู่ที่บริเวณ 880 จุด ที่จะทำให้เกิดการหยุดไหลไปจนถึงดีดกลับได้ ทางเทคนิคหากอ่อนตัวลงต่ำกว่า 880 จุด การพักฐานจะใช้เวลานานและมีแนวรับหลักถัดไปที่ 865 จุด ในขณะที่ค่าเงินบาทเราประเมินว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดหุ้นใช้ดูกระแสเงินลงทุนไหลเข้าออก หากค่าเงินบาทอ่อนค่าอาจจะมีแรงเทขายทำกำไร และค่าเงินบาทแข็งค่าอาจจะมีแรงซื้อหุ้นตามมา
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนรอทยอยซื้อหุ้นที่มูลค่าตลาดสูง ตามทิศทางกระแสเงินลงทุนไหลเข้าในระยะกลางยาว ในกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยให้จับตาการกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มหลักที่สามารถชี้นำความผันผวนของตลาดได้ หากกลับมาซื้อสุทธิในระดับพันล้าน แนะนำให้ซื้อตาม โดยให้ความสำคัญกับแนวรับที่บริเวณ 880 หรือ 865 จุด เป็นหลัก







