
รพ.เอกชนแข่งเดือด แย่งลูกค้ากำลังซื้อสูง
เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจต่างพยายามดิ้นรนสร้างฐานลูกค้าให้กลับมาให้ได้มากที่สุด และธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือชาวไทยลดลง โรงพยาบาลเอกชนต่างๆ จึงประสบกับปัญหารายได้ที่ลดน้อยลง ดังนั้นวิธีที่จะกระตุ้นรายได้ของโรงพยาบาลให้เติบโต คือ การขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น หากเป็นโรงพยาบาลระดับไฮเอนด์หรือพรีเมียม ก็จะพยายามขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ ส่วนโรงพยาบาลระดับ 4 ดาว ก็ขยายฐานลูกค้าภายในประเทศ
แต่เมื่อประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤตการเมืองยืดเยื้อมานาน ทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมาไทย ซึ่งโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเป็นหลักจำเป็นต้องหันมาโฟกัสลูกค้าชาวไทยมากขึ้น โดยใช้
“กลยุทธ์ราคา” ดึงดูดขณะที่โรงพยาบาล 4 ดาว ที่มีลูกค้าไทยในสัดส่วนถึง 90% ไม่อาจจะยอมได้ จึงต้องจัดโปรโมชัน แคมเปญ กลยุทธ์ทางด้านราคาแข่ง เพื่อไม่ให้เสียฐานลูกค้าไป เห็นได้จากโรงพยาบาลกรุงเทพและเปาโล ที่ส่งแคมเปญกระตุ้นลูกค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจร่างกายในราคาไม่ถึง 2,000 บาท การปรับลดค่าห้อง การใช้โปรโมชันผ่อนชำระค่ารักษาพยาบาล ล่าสุดโรงพยาบาลพญาไท ก็เริ่มเปิดแคมเปญท้าชนคู่แข่งแบบไม่กลัวใคร
ธนา ถิรมนัส รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาดและกลุ่มสนับสนุน เครือโรงพยาบาลพญาไท เปิดเผยว่า เพราะคนไทยทั่วไปรู้สึกว่าค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนสูงมากจนไม่สามารถจ่ายได้ ทางโรงพยาบาลได้จัดแคมเปญสบายไลฟ์ ด้วยการใช้งบถึง 2,000 ล้านบาท ปรับปรุงโรงพยาบาลพญาไททั้งสามสาขา ได้แก่ สาขาถนนศรีอยุธยา สาขาถนนพหลโยธิน และสาขาถนนเพชรเกษม ส่วนโรงพยาบาลพญาไท สาขาศรีราชา ได้มีการปรับปรุงเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ดูสบายตามคอนเซปต์ และเปิดสบายไลฟ์เซ็นเตอร์ ศูนย์ให้การรักษาพยาบาลในราคาพิเศษ โดยถ้ารักษาผ่านศูนย์นี้อัตราค่ารักษาพยาบาลในโรคทั่วไปจะถูกกว่าปกติ 15% ส่วนราคาห้องพักเหลือ 1,200 บาทต่อคืน จากระดับราคาปกติที่ 2,400 บาทต่อคืนและเพื่อให้แคมเปญดังกล่าวเป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไป ทางโรงพยาบาลจึงใช้งบเป็นเงิน 10 ล้านบาทสร้างการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่ง
ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน หรือคนทั่วไปที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังลงทุนอีก 200300 ล้านบาท พัฒนาระดับไอทีให้บริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย การพัฒนาระบบเทเลเรดิโอ เพื่อให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว และลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท สร้างตึกผู้ป่วยนอกอีก 1 แห่ง ใกล้กับโรงพยาบาลพญาไท 1 เพื่อรองรับผู้ป่วยที่คาดว่าในปีนี้จะรักษาฐานลูกค้าให้ได้เท่ากับปีที่ผ่านมาที่ประมาณ 3 แสนรายต่อปี มีรายได้ 7,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 3% โดยในปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีรายได้ราว 6,800
– 6,900 ล้านบาท นับว่าการเติบโตทางด้านรายได้ของโรงพยาบาลในปีนี้น้อยที่สุดในรอบ 4 – 5 ปีที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศเมื่อต้นปี“
แนวโน้มตลาดโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยจะมีการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ” เแม้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น คนทั่วไปมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนเหล่านั้นจะดูแลและสนใจสุขภาพตัวเองน้อยลง หากมีการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ไปหาหมอแต่เลือกที่จะประหยัดด้วยการซื้อยารับประทานเอง หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.5% ของผู้บริโภคทั่วไปประกอบกับปัจจุบันมีสินค้าและบริการอื่นๆมากมายที่ออกมาดึงเงินจากกระเป๋าคนทั่วไป ในอนาคตคนไทยจะมีเงินออมสำหรับรักษาพยาบาลตัวเองน้อยลง แต่จะนำเงินไปใช้จ่ายเฉพาะหน้ามากขึ้น จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนในอนาคตจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทางด้าน แมค แบนเนอร์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีสัดส่วนลูกค้าไทย 60% และลูกค้าต่างชาติ 40% บอกว่า ทางโรงพยาบาลต้องแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมๆ กัน เพราะปัจจุบันประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ต่างกำลังพัฒนาโรงพยาบาล คุณภาพการรักษาพยาบาล เพื่อจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงและมีมูลค่าตลาดสูง เปิดเผยว่า วิธีการรักษาฐานลูกค้าไทยและการขยายฐานลูกค้าที่ทางโรงพยาบาลตั้งเป้าเติบโตทางด้านจำนวนลูกค้าไทยเพียง 3% ต่อปี โดย โดยวิธีการหลักๆ คือ ใช้แคมเปญรักษาพยาบาล หรือแพ็กเกจสุขภาพสำหรับคนไทยปีละ 510 แคมเปญ เช่นเดียวกับการใช้แคมเปญในการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง และการรักษาโรคที่ซับซ้อนของโรงพยาบาล ถือเป็นการสร้างความแตกต่างของโรงพยาบาลเหนือโรงพยาบาลคู่แข่ง และทำให้โรงพยาบาลได้ลูกค้าที่มีความจำเป็นในการรักษาและพร้อมที่จะจ่าย
นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังเปิดรับสมัครสมาชิก เฮลท์ตี ลิฟวิง คลับ ผู้ที่มีบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษในการรับส่วนลดต่างๆ ห้องพัก 30% ค่ารักษาพยาบาล ค่าวินิจฉัยโรค ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ เป็นต้น 15% โดยหลังจากเปิดตัวมาเป็นเวลา 2 ปี มีสมาชิกแล้ว 2.8 หมื่นราย ซึ่งต้องเสียค่าสมัคร 6,300 บาท ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมจากลูกค้าไทยเป็นอย่างมาก
างด้านการรักษาและขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ ทางโรงพยาบาลมีการตั้งสำนักงานตัวแทนเพื่อหาคนไข้ในประเทศที่มีศักยภาพหลายประเทศต่อปี โดยปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 สาขาทั่วโลก โดยประเทศมองโกเลีย เป็นประเทศใหม่ที่มีศักยภาพและคนมองโกเลียก็ให้ความสนใจเข้ารักการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จนติดอันดับ 20ประเทศแรกที่มารักษากับโรงพยาบาลมากที่สุด สำหรับแผนการดำเนินงานในอีก 3
– 4 ปี ข้างหน้า ทางโรงพยาบาลมีแผนที่จะขยายคลินิก หรือศูนย์การให้รักษาของโรงพยาบาลบนพื้นที่ 10 ชั้นที่เหลือของโรงพยาบาล และเพิ่มเตียงผู้ป่วยในอีก 100 เตียง ซึ่งจะต้องใช้งบลงทุน 1,400 ล้านบาท โดยในแต่ละปีเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้รักษาพยาบาลทางโรงพยาบาลต้องใช้งบ 600 ล้านบาทต่อปีในการ ปรับปรุงการทำงาน พื้นที่และซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ๆ ส่วนแผนการขยายสาขาปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีเพียงสาขาเดียวที่ สุขุวิท 3 แต่หุ้นในโรงพยาบาลที่ประเทศฟิลิปปินส์ในสัดส่วน 56% และรับบริหารโรงพยาบาลที่กรุงอาบูดาบี ประเทศซาอุดิอาราเบีย ซึ่งในอนาคตทางโรงพยาบาลมีความสนใจที่จะขยายาสาขาของโรงพยาบาลที่ฮ่องกง ที่มีความต้องการโรงพยาบาลเอกชนแห่งใหม่แต่ในขณะนี้ทางโรงพยาบาลยังไม่มีแผนที่ชัดเจน“โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ที่กำลังจะกลายเป็นคู่แข่งหลักของไทยในการแย่งลูกค้าในต่างประเทศ ชูจุดขายที่เป็นโรงพยาบาลไฮเทค ประกอบกับทางรัฐบาลสิงคโปร์ให้ความช่วยเหลือในการควบร่วมแคมเปญต่างๆ ไปกับกระทรวงต่างๆ จึงทำให้มีความน่าสนใจมากสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาลดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงต้องเร่งที่จะพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขันในระดับประเทศ” นายแมค กล่าวเพิ่มเติมนายแมค เผยต่อว่า เป้ารายได้ของโรงพยาบาลในปัจจุบันตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% แบ่งเป็นจำนวนคนไข้ร่วมเพิ่มขึ้น 3% ราคาค่ารักษาเพิ่มขึ้น 2% และ 5% จากการให้บริการการรักษาพยาบาลต่างๆ






