
ทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธย และรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
งานด้านลิขสิทธิ์ ที่เป็นเรื่องภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังมีอีกมาก เนื่องจากพระองค์ทรงทดลอง สร้างสรรค์ และรอบรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เช่น ภาพในอ้อมพระกร เมื่อปี 2505 ที่ทรงฉายภาพพระองค์เอง ณ สถานทูตไทยในประเทศออสเตรเลีย ด้วยวิธีหงายกล้องวางบนโต๊ะ และทรงใช้เลนส์ตาปลา (Fisheye Lens) ซึ่งภาพที่ปรากฏออกมาคล้ายคลึงกับการเซลฟี่ในสมัยนี้มาก แต่นั่นคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เป็นต้น
งานด้านวรรณกรรม ซึ่งเป็นงานด้านลิขสิทธิ์อีกประเภทหนึ่ง ก็ทรงพระปรีชาสามารถเช่นกัน ทรงสร้างสรรค์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง ทั้งที่เป็นพระราชนิพนธ์แปล ได้แก่ “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต” พระราชนิพนธ์วรรณกรรมชาดก และพระราชนิพธ์เรื่องทั่วไป ได้แก่ “พระมหาชนก” และเรื่อง “ทองแดง” ตามลำดับ
พระราชนิพนธ์เหล่านี้ ปวงชนชาวไทยรู้จักกันดี เนื่องจากเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้ทรงแปลจากต้นฉบับแบบคำต่อคำ แต่ทรงใช้สำนวนภาษาที่คนไทยคุ้นชิน เช่น คำอุทานซึ่งเดิมใช้ My Lord พระองค์ทรงใช้คำอุทานที่ติดปากคนไทยว่า “แม่เจ้าโว้ย” เป็นต้น ส่วนเรื่อง “ติโต” ทรงแสดงพระบรมราโชวาทเตือนใจให้เห็นอุทาหรณ์ของความสามัคคีเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งปรากฏให้เห็นในการพระราชทาน พระพุทธนวราชบพิตร แก่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก นั้นได้แสดงพระบรมราโชวาทในเรื่อง “ความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม และกำลังกายที่สมบูรณ์” สำหรับเรื่อง “ทองแดง” ได้แสดงถึงคติธรรมความกตัญญูรู้คุณ และไม่ลืมตน
อย่างไรก็ตาม ยังมีพระราชนิพนธ์ที่คนไทยทั่วไปอาจไม่คุ้นเคยอีกหลายเรื่อง เนื่องจากเป็นพระราชนิพนธ์ในระยะแรกๆ ได้แก่ เรื่อง พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 ซึ่งทรงพระนิพนธ์ในขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระองค์ทรงพระราชทานในพระราชกุศล 100 วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2489
นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์” พระราชทานแก่หนังสือ วงวรรณคดี ซึ่งเป็นการบันทึกประจำวันระหว่างวันที่ 16-22 ส.ค. 2489 และเป็นที่มาของข้อความพระราชนิพนธ์ ที่คนไทยรู้จักกันดี และอยู่ในใจกันมาตลอดระยะเวลานานและจะอยู่ตลอดไปคือ “...ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ ว่า ...อย่าทิ้งประชาชน... อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า... ถ้าประชาชนไม่ ‘ทิ้ง’ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ‘ละทิ้ง’ อย่างไรได้...”
พระองค์ยังทรงแปลบทวิเคราะห์
เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม จากนิตยสารข่าว Newsweek และ Economist ไว้ 11 เรื่อง แต่ทรงให้ลงพิมพ์เพียงเรื่องเดียว คือ บทความเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของอังกฤษเรื่อง “ฝันร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นจริง” ลงพิมพ์ในหนังสือ “เพ็ญพระพิริยะเกินจะรำพัน” จัดพิมพ์โดยสมาคมภาษา และหนังสือฯ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เมื่อปี 2531
พระราชนิพนธ์ของพระองค์ที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในเชิงการเรียนรู้ขึ้นทั่วประเทศ ภาพวาดในเรื่องพระมหาชนก ที่ทรงเลือกเป็นภาพประกอบเรื่องถือเป็นแบบเรียนสำคัญของนักศึกษาจิตรกรรมไทย ส่วนภาษาในเรื่องก็ทรงเรียบเรียงให้อ่านง่าย แต่ยังคงมีลีลาของภาษาวรรณศิลป์ตามแบบโบราณอยู่ แต่ก็ทรงอธิบายกำกับไว้ในวงเล็บ เช่น “ไกลราวสามสิบโยชน์ (145 กิโลเมตร)” และ “ไปตกในที่สุด อุสภะหนึ่ง (170 เมตร)” เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านในสังคมปัจจุบันได้เข้าใจศัพท์เก่าๆ และเป็นการอนุรักษ์ภาษาโบราณไว้ด้วย ส่วนเรื่อง “ทองแดง” เป็นการใช้ภาษาที่กระชับ สอดคล้องกับภาพประกอบ มีภาษาอันสุนทรีย์เห็นภาพได้ชัดเจน เช่น ที่ทรงกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “มีสายสร้อยร้อยคอครึ่งเส้น ถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขาหางม้วน ที่สำคัญคือ จมูกแด่น และหางดอกสีขาว...” ทำให้เห็นภาพคุณทองแดงได้ชัดเจน แม้ไม่มีรูป
ทรัพย์สินทางปัญญาด้านการประดิษฐ์
ประเภทสิทธิบัตร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนวัตกรรมการประดิษฐ์ที่นับได้ว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาทางด้านสิทธิบัตรจำนวนมาก สิ่งประดิษฐ์ที่พระองค์ทรงคิดค้นสร้างขึ้นทั้งหลาย ล้วนมาจากน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์ และมีพระประสงค์จะแก้ไขบรรเทาปัญหาและทุกข์ภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน
ผู้เขียนคงต้องขอยกไปกล่าวถึงรายละเอียดในคราวหน้าจะได้มีความต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน







