
ผลสัมฤทธิ์ทางนโยบาย พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีความพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินการต่างๆ ประการหนึ่งคือการอาศัยนโยบายการเงินการคลังโดยการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีพลวัตมากขึ้น
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558 เห็นชอบมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนและกระจายความเจริญเติบโตไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินโครงการตามมาตรการฯ จำนวน 5 มาตรการ ได้แก่
(1) มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการส่งเสริมความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างอาชีพ/สร้างรายได้ (2) มาตรการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรตามมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรใน 21 จังหวัด (ตอนดำเนินมาตรการจริงเหลือ 20 จังหวัด) (3) มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) (4) มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล และ (5) มาตรการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของหมู่บ้าน/ชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง
ผมได้เคยเสนอไว้ในบทความที่ผ่านมาว่า สิ่งที่จำเป็นยิ่งเมื่อมีการดำเนินนโยบายสาธารณะคือ การประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลดี ผลเสีย รวมถึงบทเรียนด้านต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือความคิดเห็นของประชาชน สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะดำเนินนโยบายต่อไปหรือไม่ ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากการประเมินและถอดบทเรียนในมุมมองของผู้ปฏิบัติแล้ว การได้รับรู้ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่มีความรู้สึกและคิดเห็นอย่างไรก็เป็นการสะท้อนกลับมายังผู้กำหนดนโยบายอีกทางหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงมหาดไทย จึงขอความร่วมมือจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ทำการประเมินผลโครงการตามมาตรการดังกล่าวทั้ง 5 มาตรการ (ยกเว้นมาตรการที่ (4) เนื่องจากส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินการและประชาชนกลุ่มเป้าหมายอาจไม่เพียงพอต่อการประมวลผลตามหลักสถิติ) โดยได้ทำการประเมินผลใน 11 ข้อคำถาม ซึ่งครอบคลุมประเด็นการประเมิน 3 ประเด็น คือ
รายได้ของประชาชนและภาพรวมของระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการที่มีความยั่งยืนสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว และความพึงพอใจของประชาชน
การสำรวจทำโดยใช้ตัวอย่างแบบสองขั้น โดยส่งเจ้าหน้าที่ของ สสช.ออกไปสัมภาษณ์ประชากรที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ทราบเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน/ชุมชน หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม/พัฒนาอาชีพ ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 18 เม.ย.-31 พ.ค. 2559 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ สอดคล้องกับจำนวนโครงการที่ลงไปและครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด
จากผลการสำรวจพบว่า ทั้ง 4 มาตรการสามารถสร้างผลผลิตและผลลัพธ์ได้ตรงกับความต้องการของประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการในระยะยาว มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนในหมู่บ้าน/ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ
ผลการประเมินในรายการดังกล่าวที่มีค่าคะแนนเกินกว่า 90% ทุกรายการ ในด้านความพึงพอใจของประชาชนก็มีค่าคะแนนเกินกว่า 99% ใน 3 มาตรการ ยกเว้นมาตรการที่ 2 (เครื่องจักรกล) ที่มีค่าคะแนนความพึงพอใจ 97.2% แสดงให้เห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นได้ตอบสนองตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ สะท้อนถึงภาพรวมของการดำเนินโครงการตามนโยบายนี้ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับฐานรากได้อย่างแท้จริง
ประชาชนกลุ่มตัวอย่างได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการ เช่น ต้องการให้มีการสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง บางมาตรการควรกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึง (มาตรการที่ 2 เครื่องจักรกลทางการเกษตร) ควรจัดหาตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และตลาดรองรับสินค้าเกษตรเพิ่ม หรือมีงบประมาณสำหรับเป็นกองทุนกู้ยืมทำการเกษตร
ในขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทยได้ถอดบทเรียนไว้ เช่น การเสนอว่ากรอบระยะเวลาดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลมีน้อยเกินไป การดำเนินการในห้วงเวลาเดียวกันทั้งประเทศทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับผู้รับจ้างและวัสดุ/อุปกรณ์ หรือในการพิจารณาอนุมัติโครงการควรให้ความสำคัญกับผลผลิต/ผลลัพธ์มากกว่าลักษณะโครงการ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจที่อาจจะดูเหมือนเป็นเศษเสี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่อาจละเลยได้ ก็คือประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ทราบข้อมูล และไม่มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ (Totally Disagreement, No information provided, and Non-participation) ซึ่งมีอยู่ไม่เกิน 2% ในแต่ละมาตรการ
มีข้อสังเกตว่าถึงแม้รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้ใช้คณะกรรมการหมู่บ้านอันเป็นฐานรากของแผ่นดินเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน แต่ยังเกิดช่องว่างของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจเกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงการในภายหลัง หรือการเคลื่อนย้ายของประชากรออกนอกพื้นที่ในห้วงระยะเวลาดำเนินโครงการก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามความเห็นของประชาชนกลุ่มนี้นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายของผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้นำนโยบายไปปฏิบัติที่จะเร่งสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ วางกลไก และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ
ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ได้ถูกส่งผ่านไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กรมการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัดและอำเภอทุกแห่ง เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากกระบวนการบริหารจัดการเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุดและทั่วถึง
ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นเกินกว่าความคาดหมายในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของเพื่อนข้าราชการทุกหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ที่ร่วมกันทำงานหนักเพื่อพี่น้องประชาชน รวมถึงสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ได้ให้การสนับสนุนในเชิงวิชาการ ซึ่งเชื่อว่าหากมีการติดตามประเมินผลนโยบายด้วยวิธีที่เป็นกลาง มีหลักการ รองรับโดยหน่วยงานภายนอก จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ให้เกิดแก่งานราชการและการพัฒนาในภาพรวมเพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างสมบูรณ์ต่อไป







