
เร่งแก้อุปสรรคลงทุน ช่วยหนุนเศรษฐกิจโต
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดในเดือน ก.ย. 2559 ยังพบว่าการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กระเตื้องมากนัก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเร่งการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน รวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์มากมาย รวมถึงสภาพคล่องในระบบก็ยังมีเพียงพอและสามารถปล่อยสินเชื่อได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ก็ดูเหมือนว่า จะไม่สามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนได้
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ย. ระบุว่า การลงทุนภาคเอชนโดยรวมยังทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีทิศทางปรับดีขึ้นบ้างจากเดือนก่อนตามการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก
อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยายตัวมากนัก เห็นได้จากการนำเข้าสินค้าทุนในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยังคงติดลบ 2.1% แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ติดลบมากขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. ที่ติดลบ 1.4%
ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังผลิตเมื่อเดือน ก.ย. อยู่ที่ 65.2% ใกล้เคียงกับช่วงต้นปีที่อยู่ที่ความเคลื่อนไหวไปมาในระดับ 59-66%
การลงทุนภาคเอกชนที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมายทำให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เตรียมปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มอีไอ) ปีนี้จากเดิมที่คาดว่าจะโต 1-2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ คาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม(จีดีพีอุตสาหกรรม) ที่ 1.5-2% คงเป็นไปได้ยาก
ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่ซึมมาช่วงหลายเดือนนี้ มาจากภาคการส่งออกที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กำลังซื้อในประเทศของไทยก็ไม่กระเตื้องขึ้น จากปัญหาหนี้ครัวเรือน และแม้ว่ามีบางรายที่ภาระหนี้จากโครงการรถคันแรกหมดลงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 แต่จากการสำรวจของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า ผู้ที่มีรายได้เพิ่มจากการปลอดภาระหนี้รถคันแรก ก็ยังไม่ตัดสินใจจะซื้อสินค้าขนาดใหญ่อย่างรถยนต์ เป็นต้น แต่ยังต้องการเพียงการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันเท่านั้น
การกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุน นอกจากจะรอให้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศฟื้นตัวแล้ว ประเทศไทยยังสามารถดึงดูดและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนได้ผ่านการปลดล็อก หรือขจัดปัญหาอุปสรรคที่กีดกั้นหรือทำให้ยากต่อการตัดสินใจในการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติได้
ในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามแก้ไขและปรับปรุงขั้นตอนการทำธุรกิจเพื่อให้ได้รับการยกอันดับความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งความพยายามดังกล่าวก็บรรลุผลในระดับหนึ่ง โดยล่าสุด ธนาคารโลกได้รายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2017 ประเทศไทยได้เลื่อนขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 46 จาก 190 ประเทศ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ ซึ่งดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ปีที่ผ่านมา โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 72.53 จากเดิม 71.65 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน
อันดับและคะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้ มาจากผลงาน 5 ด้าน คือ ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ จากอันดับที่ 96 เป็น 78 ด้านการได้รับสินเชื่อ จากอันดับที่ 97 เป็น 82 ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน จากอันดับที่ 36 เป็น 27 ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง จากอันดับที่ 57 เป็น 51 และด้านแก้ไขปัญหาการล้มละลาย จากอันดับที่ 49 เป็น 23
โดยเฉพาะด้านการแก้ไขปัญหาล้มละลาย ถือว่าได้รับการเลื่อนอันดับมากที่สุด ด้วยการเร่งปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 8) และ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 9) ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาล้มละลายมีความสะดวกและง่ายขึ้น ลดระยะเวลาและขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งยังเปิดทางให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถขอฟื้นฟูกิจการได้ และให้ใช้ความไม่สามารถในการชำระหนี้ได้มายื่นขอฟื้นฟูกิจการแทนการใช้หลักเกณฑ์เรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์สากล
นอกจากนี้ ยังมีด้านการเริ่มต้นธุรกิจที่ปรับขั้นตอนให้รวดเร็วขึ้น มีการสร้างระบบการบริการจ่ายเงินลงทะเบียนไว้ที่จุดเดียวกัน ลดระยะเวลาในการขอรับตราประทับของบริษัท ส่วนด้านการได้รับสินเชื่อ มีการปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูลด้านสินเชื่อ ที่ได้ให้ข้อมูลคะแนนสินเชื่อแก่ธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจให้สินเชื่อได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการทำธุรกิจในไทยยังมีอีกหลายปัญหาที่พยายามแก้ไข แต่ก็ยังไม่สามารถทะลุทะลวงให้ประสบความสำเร็จได้ เช่น ด้านการค้าระหว่างประเทศที่อันดับยังย่ำอยู่กับที่ คือ 56 ขณะที่การแก้ปัญหานี้ต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ประมาณ 30 กว่าหน่วยงาน ทำให้ปัญหาที่น่าจะแก้ไขได้ง่าย กลับไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น การตีความพิกัดภาษี ที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแล ปล่อยให้เอกชนต้องทิ้งค้างสินค้าไว้ที่โกดังท่าเรือ เสียเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น
การได้รับการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทยว่าจะได้รับความสะดวกในการติดต่อทำธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นตั้งบริษัท การตั้งโรงงาน ไปจนถึงการผลิตสินค้าและส่งออก หรือกระจายสินค้าภายในประเทศ ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีแต่เฉพาะการดึงนักลงทุนต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังทำให้นักลงทุนไทยมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
รัฐบาลจึงควรจัดหน่วยงานหรือตั้งคณะกรรมการระดับประเทศขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุปสรรคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีการให้อำนาจในการสั่งการให้แต่ละหน่วยงานเร่งแก้ไขขั้นตอนและปัญหาอุปสรรค รวมทั้งการแก้ไขข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งในการช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงอีกทางหนึ่ง







