
สั่งกทม.ชดใช้เหยื่อ5ล.
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม. รับผิดทางละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมเหยื่อซานติก้าผับรวม 12 ราย รวม 5.7 ล้านบาท
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม. รับผิดทางละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมเหยื่อซานติก้าผับรวม 12 ราย รวม 5.7 ล้านบาท
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยผู้อำนวยการเขตวัฒนา ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าฯ กทม. ละเลยต่อหน้าที่กรณีปล่อยให้มีการดัดแปลงอาคารที่พักอาศัยให้กลายเป็นสถานบริการซานติก้าผับ ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้วันที่ 31 ธ.ค. 2551 ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จึงต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย โดยมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายได้รับค่าชดใช้เพิ่มมากขึ้นรวม 5.79 ล้านบาท
คดีดังกล่าว นางเอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ พร้อมพวกรวม 12 คน ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าเสียหายด้านจิตใจ ค่ารักษาพยาบาล
ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาระบุว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยผู้อำนวยการเขตวัฒนามีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงอาคารหรือไม่ แต่ผลตรวจสอบพบว่าอาคารดังกล่าวเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับมีการดัดแปลงเป็นสถานบริการ ไม่มีการติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคาร ไม่มีการติดตั้งระบบดับเพลิง ไม่มีการติดตั้งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และระบบไฟฉุกเฉินตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือเป็นอาคารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย การดัดแปลงอาคารและใช้อาคารดังกล่าวจึงเป็นไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้
นอกจากนี้ อาคารดังกล่าวยังอยู่ห่างจากสำนักงานเขตวัฒนาไม่มาก ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตวัฒนาต้องทราบดีว่าอาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างผิดไปจากที่ขออนุญาต จึงถือว่าความเสียหายของนางเอสเตอร์ และพวกทั้ง 12 คน เป็นผลโดยตรงจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้อำนวยการเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจาก
ผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมแก่นางเอสเตอร์และพวก
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ กทม. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 1.7 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 8.5 หมื่นบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 จำนวน 5.95 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 จำนวน 2.95 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 จำนวน 1.6 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 6 จำนวน 4.75 แสนบาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 7 จำนวน 2.39 แสนบาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 8 จำนวน 4.56 แสนบาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 9 จำนวน 5.11 แสนบาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 10 จำนวน 7.73 แสนบาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 11 จำนวน 1.5 ล้านบาท และผู้ฟ้องคดีที่ 12 จำนวน 5.18 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี
ด้าน นางเอสเตอร์ กล่าวว่า ดีใจกับคำพิพากษาครั้งนี้ แต่ก็เทียบไม่ได้กับที่ต้องเสียบุตรชายไปในเหตุการณ์ ทุกวันนี้ยังจุดเทียนและทำบุญให้กับลูกเมื่อถึงวันที่ 31 ธ.ค. และตลอด 8 ปี ต่อสู้คดีมาตลอด ตอนนี้ก็ยังมีคดีแพ่งที่ยังไม่มีคำพิพากษา







