posttoday
สั่งกทม.ชดใช้เหยื่อ5ล.

สั่งกทม.ชดใช้เหยื่อ5ล.

01 พฤศจิกายน 2559

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม. รับผิดทางละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมเหยื่อซานติก้าผับรวม 12 ราย รวม 5.7 ล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม. รับผิดทางละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมเหยื่อซานติก้าผับรวม 12 ราย รวม 5.7 ล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยผู้อำนวยการเขตวัฒนา ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าฯ กทม. ละเลยต่อหน้าที่กรณีปล่อยให้มีการดัดแปลงอาคารที่พักอาศัยให้กลายเป็นสถานบริการซานติก้าผับ ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้วันที่ 31 ธ.ค. 2551 ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จึงต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย โดยมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายได้รับค่าชดใช้เพิ่มมากขึ้นรวม 5.79 ล้านบาท

คดีดังกล่าว นางเอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ พร้อมพวกรวม 12 คน ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าเสียหายด้านจิตใจ ค่ารักษาพยาบาล

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาระบุว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยผู้อำนวยการเขตวัฒนามีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงอาคารหรือไม่ แต่ผลตรวจสอบพบว่าอาคารดังกล่าวเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับมีการดัดแปลงเป็นสถานบริการ ไม่มีการติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคาร ไม่มีการติดตั้งระบบดับเพลิง ไม่มีการติดตั้งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้และระบบไฟฉุกเฉินตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือเป็นอาคารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย การดัดแปลงอาคารและใช้อาคารดังกล่าวจึงเป็นไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้

นอกจากนี้ อาคารดังกล่าวยังอยู่ห่างจากสำนักงานเขตวัฒนาไม่มาก ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตวัฒนาต้องทราบดีว่าอาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างผิดไปจากที่ขออนุญาต จึงถือว่าความเสียหายของนางเอสเตอร์ และพวกทั้ง 12 คน เป็นผลโดยตรงจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้อำนวยการเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจาก
ผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมแก่นางเอสเตอร์และพวก

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ กทม. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 1.7 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 8.5 หมื่นบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 จำนวน 5.95 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 จำนวน 2.95 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 จำนวน 1.6 แสนบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 6 จำนวน 4.75 แสนบาท

ผู้ฟ้องคดีที่ 7 จำนวน 2.39 แสนบาท

ผู้ฟ้องคดีที่ 8 จำนวน 4.56 แสนบาท

ผู้ฟ้องคดีที่ 9 จำนวน 5.11 แสนบาท

ผู้ฟ้องคดีที่ 10 จำนวน 7.73 แสนบาท

ผู้ฟ้องคดีที่ 11 จำนวน 1.5 ล้านบาท และผู้ฟ้องคดีที่ 12 จำนวน 5.18 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี

ด้าน นางเอสเตอร์ กล่าวว่า ดีใจกับคำพิพากษาครั้งนี้ แต่ก็เทียบไม่ได้กับที่ต้องเสียบุตรชายไปในเหตุการณ์ ทุกวันนี้ยังจุดเทียนและทำบุญให้กับลูกเมื่อถึงวันที่ 31 ธ.ค. และตลอด 8 ปี ต่อสู้คดีมาตลอด ตอนนี้ก็ยังมีคดีแพ่งที่ยังไม่มีคำพิพากษา

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน