posttoday
ทรงดนตรี วันที่รอคอย

ทรงดนตรี วันที่รอคอย

26 ตุลาคม 2559

โดย...อานิก

โดย...อานิก

ความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างพสกนิกรไทยกับองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพื้นฐานมาจากพระราชกรณียกิจที่มากมายและล้วนเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึงการวางพระองค์ในแบบที่ประชาชนรู้สึกว่า “เข้าถึง” ตลอด 70 ปีของรัชกาล ในช่วงหลังๆ ประชาชนจำนวนมากรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณจนพากันขนานพระนามว่า “พ่อหลวงของแผ่นดิน”

พสกนิกรจำนวนมากมีทั้งประสบการณ์ตรงในการเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และประสบการณ์ทางอ้อมจากการรับรู้ข่าวสารกับการบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์ตรงอื่นๆ แต่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยเข้าเฝ้าฯ เลย ด้วยทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทุ่มเทมาก หากสามารถนับจำนวนคนที่มีประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสพระองค์ท่าน ก็คงไม่แปลกใจถ้าส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนคนธรรมดาๆ โดยเฉพาะผู้ยากไร้และผู้อยู่ห่างไกลทุกหัวระแหง มากกว่ากลุ่มคนที่มีฐานะหรือฐานันดร

ประชาคมกลุ่มหนึ่งที่พระราชทานโอกาสให้ได้ “เข้าถึง” คือเหล่านิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งก็มาจากหลายภูมิภาค หลากสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และเป็นกลุ่มที่จะมีบทบาทหรือผล
กระทบต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต นอกจากการเสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองในอดีตเมื่อยังมีมหาวิทยาลัยไม่มากนัก ยังพระราชกรณียกิจพิเศษคือ การเสด็จฯ ทรงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ที่มหาวิทยาลัยหลักๆ ของรัฐ

หนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เสด็จฯ มาทรงดนตรีพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ปีละครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2506-2516 รวม 11 ครั้ง โดยมี ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ถวายงานเป็นโฆษกทุกปี

จากการบอกเล่าของนักศึกษายุคนั้น “วันทรงดนตรี” เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง หลายคนพูดว่าเป็นวันที่ “มีความสุขมาก” “รอคอยกันทุกปี” เป็นที่ “ติดตาตรึงใจ” นอกจากพระปรีชาสามารถทางดนตรีที่ประจักษ์แล้ว บรรยากาศของงานก็มีความสนุกสนานและอบอุ่น ทำให้เกิดความหมายพิเศษ พระองค์พระราชทานเพลง “ยูงทอง” และพระราชทานปลูกต้นหางนกยูง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่สำคัญของมหาวิทยาลัย

นักศึกษาไปร่วมกันอย่างล้นหลาม ดร.เสรี วงษ์มณฑา เล่าถึงบรรยากาศว่า “โอ้โห สนุกสนานมาก เราไปอออยู่หน้าประตูตั้งแต่ประตูยังไม่เปิด ก็ต้องแย่งกัน ต้องพกเสบียงเข้าไป คือได้ที่นั่งถ้าลุกก็เสียม้าอ่ะ ครั้งหนึ่งได้นั่งแทบพระบาทเลย คือแย่งที่นั่งได้บนเวที”

มีบรรยากาศของการให้นักศึกษามีส่วนร่วม เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เล่าว่า ปีหนึ่ง ดร.อดุลกราบบังคมทูลว่า “ปีนี้ธรรมศาสตร์มีคนดีอยู่คนหนึ่ง เต้นเก่งมาก ขอประทานพระราชานุญาตให้เชิญขึ้นมาเต้น แล้วเพื่อนผมที่ชื่อเนื่องพรก็ขึ้นไปเต้น พระเจ้าอยู่หัวทรงยืนเป่าแซ็กโซโฟนให้เต้น ท่านไม่ถือพระองค์เลย”

เกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะที่ได้เคยตามเสด็จทรงดนตรีในมหาวิทยาลัยต่างๆ เล่าว่า พระองค์มีพระราชประสงค์ให้มีความเป็นกันเองอยู่แล้ว แต่ธรรมศาสตร์มี ดร.อดุล เป็นพิธีกรที่ “เป็นคนกล้า มีลูกเล่น มีการโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทรงดนตรีจะมีความเป็นกันเองมากขึ้นระหว่างครูอาจารย์ นักศึกษา และพระองค์ท่าน”

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เล่าว่า ดร.อดุล เป็นโฆษกที่ “ได้มีการพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในหอประชุมใหญ่ หยิกหยอกระหว่างบรรทัดอย่างมีสไตล์ที่สุภาพ จนทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลุกจากพระที่นั่งไปที่ไมโครโฟนด้านหน้าเวที และทรงหยอกล้อแซวกลับอยู่หลายครั้ง สร้างความครื้นเครง มีเสียงเฮฮาและปรบมือเป็นระยะๆ”

จากพระราชดำรัสในงานทรงดนตรีที่สามารถค้นหาอ่านได้ (บางปี) ในเว็บไซต์ของสำนักราชเลขาธิการ จะเห็นว่าทรงทันสมัยมากๆ พระราชปฏิสันถารมักเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในแต่ละช่วง  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ประชาธิปไตย การเดินขบวน การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น หรือวิกฤตการณ์ผู้ก่อการร้ายบุกจับตัวประกันในกรุงเทพฯ

พระองค์พระราชทานข้อคิดหลายๆ อย่าง รวมทั้งทรงเตือนสติและใช้พระอารมณ์ขันทั้งในเรื่องเบาและเรื่องหนัก เช่น มี.ค. 2512 หลังจากการเลือกตั้งที่ “จวนจะมีรัฐบาลใหม่แล้วด้วย จะเป็นรัฐบาลใหม่เก่าเก่าใหม่ก็ไม่ทราบ (เสียงปรบมือ) แต่อย่างไรๆ เราก็ต้องมี หลังจากมีรัฐบาลก็จะขาดอีกอย่างคือการยึดอำนาจ แต่จะมีความจำเป็นหรือเปล่า”

มี.ค. 2516 “ถ้าท่านมีข้อขัดแย้งอะไรต่างๆ ก็ขอให้ช่วยกันคิด แล้วก็ปรองดองกัน หรือแม้จะโต้กันก็โต้อย่างมีเหตุผล แล้วปัญหาก็จะสลายไปเอง ถ้ามัวแต่คิดที่จะโต้แย้งแล้วเอาหัวชนฝา ฝาอาจจะพัง และเมื่อฝาพังเราก็จะไม่มีที่อาศัย”

ทรงเน้นย้ำว่ามิได้พระราชทานโอวาทแบบเก่าที่สำเร็จรูป ที่ผู้ใหญ่มาสั่งผู้น้อยว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พระองค์พระราชทานโอวาทแบบสมัยใหม่ คือให้กลับไปคิดต่อเองที่บ้าน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานความเป็นกันเอง ทำให้ทรง “เข้าถึง” นิสิต นักศึกษา จึงไม่แปลกที่ในเหตุการ์คับขัน 14 ต.ค. 2516 นิสิต นักศึกษา ว่ายน้ำข้ามคูรอบวังสวนจิตรลดาเข้าขอพึ่งพระบารมี แล้วก็ “เข้าถึง” พระองค์ อันเป็นปัจจัยสำคัญให้คลี่คลายวิกฤตและเปิดศักราชใหม่ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน