
โบรกเกอร์คาดปีหน้ากำไรแบงก์เติบโตเลขหลักเดียว
โบรกเกอร์คาดปีหน้ากำไรแบงก์เติบโตเหลือเลขหลักเดียว ลดประมาณการลงหลังตัวเลขไตรมาส3ประกาศ
โบรกเกอร์คาดปีหน้ากำไรแบงก์เติบโตเหลือเลขหลักเดียว ลดประมาณการลงหลังตัวเลขไตรมาส3ประกาศ
นางอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีแนวโน้มปรับลดประมาณการกำไรปี 2560กลุ่มธนาคารพาณิชย์ลง เพราะธนาคารพาณิชย์ยังคงเผชิญความเสี่ยงเรื่องการด้อยค่าของสินทรัพย์ต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและชะลอตัวต่อในบางกลุ่มอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะ ธุรกิจขนาดกลางและ ขนาดเล็กที่อิงกับการส่งออก)
นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่อง IFRS9 ซึ่งเป็นมาตรฐานบัญชีใหม่เกี่ยวกับการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ที่ทำให้ธนาคารจะต้องตั้งสำรองค่าเผื่อเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าจะต้องปรับเพิ่มสมมติฐานการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในปี 2560เพิ่มขึ้นจากเดิม ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิและการเติบโตในปี 2560 ของกลุ่มจะลดลงจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นประมาณ12% โดยมีโอกาสที่จะลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียว
ด้านนักวิเคราะห์บล.ทิสโก้คาดว่า ตลาดจะปรับประมาณการของกลุ่มลง เนื่องจากนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) และการตั้งสำรองที่ไม่ลดลงตามคาด โดยผลประกอบการของเราต่ำกว่าที่ตลาดคาด 3% นอกจากนี้ งบการเงินในช่วงไรมาส 3 ที่ลดลงจะไม่ลดลงต่อในไตรมาส 4 และส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ( NIM )จะยังไม่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อและค่าธรรมเนียมที่ต่ำ โดยรวมแล้วธนาคารที่มีการเติบโตสูงในปีหน้าจะมาจากการตั้งสำรองที่สูงในปีนี้ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)ธนาคารทหารไทย(TMB) ทำให้ต้นทุนเครดิต ในปี 2560 ไม่สูงไปกว่าปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เรากังวลนโยบายสินเชื่อของ SCB ที่เสี่ยง และการฟื้นตัวของ TMB ที่ต่ำ
ทิสโก้มองว่ากลุ่มธนาคารควรรอซื้อเมื่อตลาดอ่อนตัว โดยมีความเสี่ยงจากการปรับประมาณการลง และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ทั้งนี้ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของกลุ่มธนาคารมีความเสี่ยงคือประการแรก นโยบาย และการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ประการที่สอง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ประการที่สาม ดอกเบี้ย/เงินเฟ้อ/อัตราแลกเปลี่ยน และ ประการที่สี่ กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น
กลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการรวมที่ 4.99 หมื่นล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาด 4-5% แต่มาจากการปรับสำรอง ที่ล่าช้า ของธนาคารกรุงไทย(KTB)และธนาคารกสิกรไทย(KBANK), หนี้เสียที่ฟื้นตัวของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)และธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) และผลของการลดดอกเบี้ยจ่าย (การบริหารเงินฝาก) ในขณะที่การปรับลดงบการเงินเริ่มลดลง ของ SCBและBAYหรือหายไปของKTBและKBANK
ตลาดผิดหวังเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น 3.8% เป็น 4.9% และ สำรอง ที่ลดลง (จาก 132% เป็น 131%) จากไตรมาส 2 เนื่องจากการตัดจำหน่ายเอ็นพีแอล ที่น้อยกว่าคาด โดยมองว่ากลุ่มธนาคารต้องมีการปรับลด เอ็นพีแอล ลง การปรับลดเอ็นพีแอลและการปรับโครงสร้างสินเชื่อจะทำให้ต้นทุนเครดิต ไม่สามารถลดลงได้ในระยะสั้น







