
ค่าจ้างขั้นต่ำ… นายจ้างลูกจ้างต้องอยู่ได้
ในที่สุดบอร์ดไตรภาคีและกระทรวงแรงงานได้ข้อสรุปปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบไม่เท่ากันทั่วประเทศหลังยืดเยื้อหาข้อยุติกันมานาน
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
ในที่สุดบอร์ดไตรภาคีและกระทรวงแรงงานได้ข้อสรุปปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบไม่เท่ากันทั่วประเทศหลังยืดเยื้อหาข้อยุติกันมานาน
ทั้งนี้ ค่าจ้างใหม่แบ่งเป็น 3 อัตรา คือวันละ 5 บาทสำหรับ 49 จังหวัด วันละ 8 บาทสำหรับ 13 จังหวัด และปริมณฑล กทม. สมุทรสาครและภูเก็ต ปรับวันละ 10 บาท หาก ครม.เห็นชอบจะมีผลเริ่มปีใหม่ 2560
เป็นธรรมดาของฝ่ายลูกจ้างค่อนข้างจะผิดหวังเพราะเดิมมีความพยายามผลักดันให้ปรับเพิ่มค่าจ้างวันละ 60 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หากใช้อัตรานี้จะทำให้ค่าแรงปรับเพิ่มทีเดียวถึง 20% ซึ่งสัดส่วนนี้อุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็มอีซึ่งใช้แรงงานเข้มข้นต้นทุนจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8 ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ส่วนใหญ่ขาดทุนอยู่แล้วหรือกำไรบางเฉียบจะอยู่ได้อย่างไร
ก่อนอื่นเข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้แรงงานซึ่งฝากความหวังไว้กับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราสูง เพราะเป็นแหล่งรายได้หลักใช้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว
แต่ต้องเข้าใจว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” หมายถึงอัตราค่าจ้างตามกฎหมายซึ่งนายจ้างจะจ่ายต่ำกว่านี้ไม่ได้ ใช้สำหรับแรงงานทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความรู้-ทักษะ-ประสบการณ์ และหรือความพิการทางร่างกาย โดยส่วนใหญ่ใช้กับแรงงานหนุ่มสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงาน โดยเกณฑ์อายุแล้วน่าจะยังไม่มีครอบครัวและภาระด้านค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจอาจมีบางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่กี่รายซึ่งใช้เครื่องจักรไฮเทค และหรือทำธุรกิจกึ่งผูกขาดอาจไม่ได้รับผลกระทบจากค่าจ้างอัตราสูง ในช่วงเวลาเศรษฐกิจขาลงหลายอุตสาหกรรมอยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวเองหรือลดกำลังการผลิต หรือหากทำได้ก็ย้ายฐานการผลิต สะท้อนจากตัวเลขกระทรวงแรงงานในช่วง ม.ค.-ส.ค.ปีนี้ มีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งจากการเลิกจ้างหรือขอให้สมัครใจลาออกรวมกันถึง 161,012 ราย เทียบกับปี 2558 ทั้งปีมีจำนวนเพียง 123,536 ราย คาดว่าปีนี้ตัวเลขการออกจากงานจะสูงถึง 1 เท่า สูงสุดเป็นประวัติการณ์
แนวโน้มเศรษฐกิจจากนี้ไปจนถึงไตรมาสแรกปี 2560 ยังไม่เห็นความชัดเจนของปัจจัยตัวส่ง เพราะลำพังการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลมีเม็ดเงินจริงไม่มากซึ่งลงไปถึงฐานราก ส่วนด้านส่งออกเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจโลกซึ่งมีความเปราะบางและดูจะไม่เอื้อ เพราะล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจากเดิมจะขยายตัว 2.2% เหลือ 1.6% และองค์การการค้าโลก หรือ WTO ปรับลดเศรษฐกิจโลกจาก 2.8% เหลือ 1.7% และปีหน้าเศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย
ทั้งนี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่จะมีผลปีหน้าเป็นการเฉลี่ยสุขและเฉลี่ยทุกข์เพราะนายจ้างซึ่งธุรกิจขาดทุนอยู่แล้วคงต้องติดลบเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างอาจไม่ค่อยถูกใจกับค่าจ้างใหม่ เพราะหวังว่าจะได้มากกว่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและเห็นใจ
ในสภาวการณ์แบบนี้ทั้งสองฝ่ายคงต้องช่วยกันประคับประคองให้รอดพ้นไปด้วยกัน เพราะหากนายจ้างอยู่ไม่ได้ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน แต่สำหรับนายจ้างซึ่งธุรกิจยังกำไรดีอย่ารวยคนเดียว ปรับค่าจ้างและโบนัสปลายปีให้สูงหน่อย...เวลาเช่นนี้ต้องช่วยๆ กันครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







