
BBLกำไรดีเกินคาด
แบงก์กรุงเทพประกาศกำไรไตรมาส 3 พุ่ง 12% มากกว่าที่ตลาดคาดจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กำไร 9 เดือนยังลดลง 11%
แบงก์กรุงเทพประกาศกำไรไตรมาส 3 พุ่ง 12% มากกว่าที่ตลาดคาดจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กำไร 9 เดือนยังลดลง 11%
นายอายุสม์ กฤษณามระ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) แจ้งว่า ธนาคารมีกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2559 จำนวน 8,061 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% ส่งผลให้ 9 เดือนแรกปีนี้ธนาคารมีกำไร 23,547 ล้านบาท ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรไตรมาส 3 ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงาน ทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากการดำเนินงานอื่น อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ธนาคารยังคงยึดหลักความระมัดระวังโดยการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
กำไรของ BBL สูงกว่าที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตั้งไว้ว่าไตรมาส 3 จะมีกำไรเพียง 7,430 ล้านบาท
ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 16,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นเป็น 2% เนื่องจากการบริหารต้นทุน เงินรับฝากให้ลดลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 10,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 6,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากค่าธรรมเนียมจากบริการอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงินและค่าธรรมเนียมจากบริการกองทุนรวมและบริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร
นอกจากนั้น ยังมีเงินให้สินเชื่อ 1,901,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากสิ้นปี 2558 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายกลาง และสินเชื่อลูกค้าบุคคลจากเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ขยายตัวส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวและฟื้นตัว ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) 73,187 ล้านบาท หรือ 3.4% ของเงินให้สินเชื่อรวม มีเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ 116,757 ล้านบาท หรือ 6.1% ของเงินให้สินเชื่อ และในไตรมาส 3 ปี 2559 ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 4,946 ล้านบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY แจ้งการดำรงเงินกองทุน ตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 ว่า ในด้านความเพียงพอของเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel นั้นธนาคารมีการกำหนดนโยบายการดำรงเงินกองทุน ในอัตราส่วนที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 9.125% โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 ธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 13.80%
ราคาหุ้น BBL ปิดที่ 162 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท หรือ 2.88% ในขณะที่ราคาหุ้น BAY ปิดที่ 36 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมธุรกิจธนาคารในส่วนของธุรกิจหลักยังไม่ดีนักโดยเฉพาะธนาคารใหญ่ ทั้งในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและ NIM ที่ชะลอลงตามภาวะสินเชื่อที่ลดลง ส่วนเอ็นพีแอลขยับขึ้น ขณะที่มีการตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นจากมุมมองธุรกิจที่ระมัดระวังมากขึ้น ยกเว้นแต่เพียงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียม ที่ยังมีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะในธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก และยังคงไม่มีปัจจัยบวกใหม่ในช่วงนี้ และต้องระมัดระวังกับแรงขายหลังประกาศผลประกอบการที่อาจเกิดขึ้นหลังประกาศงบการเงินเสร็จสิ้น
นางกิ่งเทียน บางอ้อ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร (BFIT) แจ้งผลการ ดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% เมื่อเทียบกับผลกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 8 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของเงินรับฝากที่ลดลง ซึ่งแปรผันตามปริมาณเงินรับฝากที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2558 นอกจากนี้เป็นการลดลงของภาษีเงินได้จำนวน 5 ล้านบาท







