posttoday
จีนรุดหน้าด้านการศึกษา

จีนรุดหน้าด้านการศึกษา

25 สิงหาคม 2553

....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

วันนี้ขอสรุปความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีนที่ติดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วจะเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับผลการจัดอันดับ 500 มหาวิทยาลัยโลกประจำปี 2553 หรือ Academic Ranking of World University (ARWU) 2010 ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ออกมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยมหาวิทยาลัยซ่างไห่เจียวถง (Shanghai Jiaotong University) ประเทศจีน แต่ก็เป็นการจัดอันดับที่ได้รับการเชื่อถือทั่วโลก

ความเสี่ยงของจีนอยู่ที่การทำอะไร “เกินพอดี” หรือความโอเวอร์ (Over) ที่จีนมักแสดงให้เห็นในการจัดงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมกีฬาโอลิมปิกและ World Expo ที่ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่อลังการแสดงถึง “ความมีหน้ามีตา” ไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึง “ความพอเหมาะ” หรือความคุ้มค่าในการลงทุน

ความ Over ที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจจีนได้แก่ Overexpansion หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป (Overheated Economy) และ Overcapitalism หรือการใช้ระบบทุนนิยมเกินตัว ซึ่งจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประชากรที่ล้นเหลือ (Overpopulation) ถึง 1,300 ล้านคนของจีน

ยังมีอีก 3 ปัจจัยที่มีทีท่าว่าจะเกินพอดีของจีน ได้แก่ Overaging Society หรือสังคมที่มีแต่คนแก่ ซึ่งมีการประเมินว่าภายใน 14 ปี (ค.ศ. 2024) จีนจะมีคนอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วน 58% ของประชากรทั้งหมด นั่นหมายถึงแรงงานที่ขาดแคลน อัตราการผลิตและบริการที่ลดลง ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่รัฐต้องแบกภาระมหาศาลในอนาคต

นอกจากนี้ความที่เป็นคอมมิวนิสต์ที่จีนมักใช้กลไกภาครัฐเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของเอกชน ทำให้มีกฎระเบียบต่างๆ มากเกินไป (Overregulated Operation) ซึ่งแม้จะมีข้อดีในการตั้งกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจ (เช่นการควบคุมเงินทุนและควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน) แต่กฎบางประการก็เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการลงทุนของต่างขาติ นอกจากนี้ระบบที่ถูกดูแลใกล้ชิดเกินไปจะไม่สามารถ “ปรับตัว” ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

ความเกินพอดีอีกประการหนึ่งคือสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะมากเกินไป (Overpollution) ที่แม้จีนจะพยายามสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็น แสงอาทิตย์ พลังลมหรือใช้ไฟฟ้าในการผลิตและการขนส่งให้มากที่สุด แต่ก็เป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับการพลังงานจากน้ำมันและก๊าซที่ทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” โดยจีนปัจจุบันเป็นประเทศที่ใช้พลังงานมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม จะขอเติมอีกปัจจัยหนึ่งเพื่อ “หักมุม” บทความนี้โดยเราต้องหลีกเลี่ยง Overconcern หรือความวิตกกังวลมากเกินไป เพราะวิตกเกินไปจะทำให้เราไม่กล้าทำอะไร และจีนเองก็เห็นสิ่งเดียวกับที่เราเห็น หรือ “รู้เขารู้เรา” แล้วจีนก็พยายามสร้างภูมิคุ้มกันโดยการพัฒนาการศึกษาให้ได้มาตรฐานระดับโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยของจีนถึง 34 แห่งติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก แม้ญี่ปุ่นโดยมหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเกียวโตจะเป็น 2 แห่งที่ดีที่สุดในเอเชีย แต่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยชิงหัวก็ขยับขึ้นมาในระดับแนวหน้าของเอเชียเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าจีนพยายามพัฒนาในด้านต่างๆ ตามกระแสสากล (หรือ “ความทันสมัย” ตามคำนิยามของฝรั่ง) เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจีนที่สามารถเทียบเคียงได้กับชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวภาคภาษาอังกฤษที่สามารถเป็นสื่อสากลให้กับจีน และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ไม่ใช่เหมาให้ชาติตะวันตกทำแต่เพียงผู้เดียว

จีนยังย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการศึกษาและการวิจัยในระดับโลก โดยจีนตระหนักดีว่าการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการวิจัยเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่จีนสามารถนำภูมิปัญญาตะวันออกมาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ที่จะเป็นคุณประโยชน์กับเศรษฐกิจและสังคมโลก

เห็นจีนพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง ก็รู้สึกท้อใจที่บ้านเราทำการศึกษาเป็น “เรื่องเล่นๆ” หรือเป็น “เชิงพาณิชย์” อย่าว่าแต่จะทำให้ไทยเป็นชาติพัฒนา แค่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยติด 1 ใน 500 กับเขาบ้าง “คงต้องรอชาติหน้า”

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค