posttoday
จีนใกล้พ้นข้อกล่าวหา ปั่นค่าเงินหยวนดัน ศก.มังกร

จีนใกล้พ้นข้อกล่าวหา ปั่นค่าเงินหยวนดัน ศก.มังกร

17 ตุลาคม 2559

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐรอบครึ่งปีหลังครั้งสุดท้ายในยุคของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

จีนใกล้พ้นข้อกล่าวหา ปั่นค่าเงินหยวนดัน ศก.มังกร

 

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐรอบครึ่งปีหลังครั้งสุดท้ายในยุคของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เป็นไปตามความคาดหมายอย่างหนึ่งคือ ไม่มีการกล่าวโทษค่าเงินหยวน หรือไม่มีการกล่าวโทษว่าทางการจีนจงใจปั่นค่าเงินหยวน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ 

โดยปกติแล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐจะออกรายงานต่อสภาคองเกรสปีละ 2 ครั้ง เกี่ยวกับการจับตาประเทศที่ปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับเศรษฐกิจของตนเอง โดยมี 3 เงื่อนไขหลัก คือ 1.ประเทศนั้นมีดุลการค้ากับสหรัฐเกินดุลมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 0.1% ของจีดีพีสหรัฐ 2.ประเทศนั้นมีดุลการค้ากับสหรัฐเกินดุลมากกว่า 3% ของจีดีพีประเทศตนเอง และ 3.ดำเนินการแทรกแซงค่าเงินเพียงฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วจะจำกัดไม่ให้ทุ่มซื้อเงินต่างประเทศมากกว่า 2% ของจีดีพีต่อปี

หากพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริงเข้าข่ายครบทั้ง 3 เงื่อนไข ก็จะถูกสหรัฐประกาศในรายงานดังกล่าวและนำไปสู่การใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจตามมา

ในครั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าจีนเข้าข่ายเพียง 1 ใน 3 ของเงื่อนไขที่จะถูกจัดว่าปั่นค่าเงิน และแม้ว่าการค้าระหว่างจีน-สหรัฐนั้น จะยังเป็นจีนที่เป็นฝ่ายเกินดุลการค้าอยู่ถึง 3.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทว่าก็ลดลงมาเมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 3.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สหรัฐยังเป็นฝ่ายได้ดุลในภาคการบริการกับจีน 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไฟแนนเชียลไทมส์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนอาจจะถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง อย่างเร็วที่สุดภายในปีหน้า

เท่ากับว่าตลอด 8 ปีในยุคสมัยของประธานาธิบดีโอบามา สหรัฐยังเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีกับจีนเอาไว้ได้ โดยไม่ใช้ข้ออ้างว่าจีนกดค่าเงินหยวน มาเป็นบทลงโทษตั้งกำแพงกีดกันทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน ตามที่มีแรงกดดันทั้งจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจัดซึ่งรวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน มาก่อนหน้านี้

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ช่วงที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างปกติ เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินขึ้นในปี 2008 และลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา

ภาวะเช่นนี้ทำให้หลายประเทศนำโดยสหรัฐ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ทั้งการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) และการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งออกภาวะเงินฝืด และลดค่าเงินของตัวเองลงกลายๆ ทำให้ค่าเงินเหรียญของสหรัฐเองกลับอ่อนค่าลงยิ่งกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ทั่วโลก และภาวะเช่นนี้เองก็ทำให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ ด้วยการลดค่าเงินเพื่อหนุนเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาได้มากนัก เพราะใครๆ ต่างก็ทำเหมือนกันหรือคล้ายกัน

หรืออาจกล่าวได้ว่าสหรัฐนั่นเองที่เป็นหัวหอกในการกดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง โดยไม่สนว่าจะส่งออกภาวะเงินฝืดหรือความเสี่ยงฟองสบู่ออกไปทั่วโลกเพียงใด ซึ่งสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากช่วงการค้าปกติในทศวรรษ 1990 นี้เอง ทำให้สหรัฐเองไม่มีความชอบธรรมมากพอที่จะตัดสินใครในเรื่องการปั่นค่าเงิน

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะค่าเงินหยวนของจีนได้เข้าสู่ตะกร้าสกุลเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งความพยายามผลักดันให้เงินหยวนเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ทำให้จีนต้องแลกมาด้วยการเดินหน้าปฏิรูปภาคการเงินให้เสรีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการจำกัดทางอ้อมไม่ให้จีนใช้ทริกลดค่าเงินหนุนภาคส่งออกได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจจีนนั้นเดินมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนไม่สามารถเทียบได้กับสมัยที่ถูกรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ประกาศว่าจีนปั่นค่าเงินหยวนเมื่อปี 1992-1994 จนนำไปสู่การประกาศมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจตามมา

เพราะในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง คือยุคของการเผชิญหน้ากับความจริงแก้ปัญหาต่างๆ ที่ถูกกองทิ้งไว้ตรงหน้า อันเป็นผลมาจากการเร่งกระตุ้นมากเกินไปตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลใหม่ต้องปรับเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาภาคการส่งออก หันมาเพิ่มภาคการบริโภคและการบริการในประเทศให้มากขึ้นแทน ทำให้ความจำเป็นที่ต้องกดค่าเงินให้ถูกเพื่อหนุนการส่งออกนั้นลดลงไปจากเดิม

นอกจากนี้ ตลาดจีนเองก็ยังเปิดรับทุนต่างชาติมากขึ้น จนมีความซับซ้อนที่ทำให้ไม่สามารถมัวแต่คำนึงถึงเรื่องค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงด้านเดียวได้อีกต่อไป จะมีที่โดดเด่นก็เพียงการลดค่าเงินหยวนเมื่อเดือน ส.ค. 2015 ทว่าก็เป็นไปเพื่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นในประเทศเป็นหลัก

แม้แต่กระทรวงการคลังสหรัฐเองยังยอมรับว่า การแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราของจีนในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้มีแค่ลดค่าเงินของตัวเอง แต่ยังเป็นไป 2 ทิศทาง คือมีการเทขายเงินตราต่างประเทศกว่า 5.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงไม่ให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงเร็วเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกไปด้วย ทำให้แม้ว่าค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงถึง 6.9% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ หลังการลดค่าเงินในเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ทว่าในภาพรวมนั้น เงินหยวนยังคงแข็งค่ามากกว่าเงินเหรียญสหรัฐ 21% นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2005 เป็นต้นมา

การที่จีนเองต้องเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลก มาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเวทีโลกมากขึ้นด้วยการเดินหน้าทยอยเปิดเสรีภาคการเงินในประเทศ เปิดตลาดให้มากขึ้น และปฏิรูปค่าเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระสินค้าและบริการในเวทีโลกมากขึ้น จึงทำให้ข้อหาการกดค่าเงินหยวนเพื่อหนุนส่งออกกำลังจะกลายเป็นเรื่องเก่าของทศวรรษที่แล้ว และเป็นเรื่องของประเทศผู้ส่งออกรายเล็กที่อยู่ในบัญชีรายชื่อต้องจับตาประเทศอื่นๆ ในขณะที่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่แท้จริงกำลังเปลี่ยนสังเวียนศึกไปรูปแบบอื่นแทน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน